เวียงจันทร์
อ่านบทความแรก => ทริปแบกเป้เที่ยวแชงกรีล่า-ลี่เจียง-สิบสองปันนา-ลาว
เรื่องเล่าทริปเดินทางจากแชงกรีล่าถึงลาวยังไม่จบ (สนิท) ถ้าไม่ได้เขียนถึงเวียงจันทร์ เมืองหลวงปัจจุบันของสปป.ลาว
หลังจากบอกลาวังเวียงกับค่ำคืนสุดท้ายด้วยการยืนคุยกับลุงเพ็ดเจ้าของ Guest house ข้างๆ กองไฟใต้แสงจันทร์กว่าค่อนคืน … 7 โมงเช้าวันรุ่ง ตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ริมระเบียบเฮือนพัก บรรยากาศโดยรอบอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกราตรี ไกลออกไปอีกนิด เห็นเด็กนักเรียนกำลังเดินลัดเลาะเลียบริมน้ำซอง ฝั่งตรงข้าม เห็นเรือหางยาวลอยลำเหนือลำน้ำกำลังถูกขัดสีฉวีวรรณ เตรียมรับนักท่องเที่ยวล่องแม่น้ำยามเช้า
ยืนบิดขี้เกียจให้แดดอุ่นๆ ยามเช้าไล้เลียอยู่สักพัก (ใหญ่) จึงหลบเข้าเฮือน อาบน้ำ แต่งตัว ยัดของใส่เป้ โบกมือลาลุงเพ็ด (พร้อมขอเบอร์โทร. เผื่อคราวหน้าจะมาเยือนใหม่) มุ่งหน้าไปฝั่งตัวเมือง เดินข้ามสะพานไม้ เจอคนรู้จักคุ้นเคย (เพราะอยู่มาหลายวัน) อย่างคุณป้าขายเฝอหน้าร้านนวดแผนโบราณที่ฝากท้องอยู่หลายมื้อ เลยบอกลา (ด้วยความอาลัยนิดๆ) ตามธรรมเนียม เดินตัดข้ามสนามบินเก่าตรงไปยังร้านขายเฝอของแม่ค้าคนสวยที่เจอกันวันแรก แม่ค้า (นอกจากจะสวยแล้ว) ยังดีใจหาย ช่วยเป็นธุระเรียกรถประจำทางไปเวียงจันทร์ให้ด้วย
เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถประจำทางแท้ๆ ร่วมกับผู้โดยสารที่เป็นคน (ลาว) ท้องถิ่น แถมปลอดนักท่องเที่ยวด้วย ค่าปี้โดยสารที่ถูกมากจนน่าตกใจ (แอบนึกในใจ ทำไมถูกแบบงี้ว่ะ) แถมได้รับ “ความอบอุ่น” มาอีกเข่งใหญ่ๆ ทั้งจากผู้โดยสารแน่นคันรถ สัมภาระร้อยแปดเต็มหลังคา และพื้นรถ (จนหาที่นั่ง และที่ว่างไม่ได้) พอก้าวเท้าขึ้นรถ สายตาแทบทุกคู่พุ่งตรงมายังผู้โดยสารแปลกหน้า (หุ หุ) เดินเข้าไปจนถึงที่นั่งแถวท้ายสุด ได้ที่นั่ง เพราะความมีน้ำใจของ 2 สาวน้อยใจดีที่ขยับที่ให้นั่งเบียดๆ กัน น้องสาวทั้งสองเหมือนคนไทยมาก (สงสัยไปเมืองไทยบ่อย) ใส่เสื้อยืด นุ่งยีนส์ โกรกผมสีทอง ร้องเพลงไทย (ให้ฟัง) รู้จักนักร้อง และเพลงไทยมากกว่าเราอีก
ระหว่างนั่งรถหวานเย็นสไตล์ลาวคันนี้ (วิ่งจากเมืองกาสีกับเวียงจันทร์) ร่วม 4 ชั่วโมง รถวิ่งไปเรื่อยๆ สลับกับหยุดรับส่งผู้โดยสารตลอดทาง น้องสาวทั้งสองชวนคุย ชวนร้องเพลง (แต่เราดันร้องไม่เป็น) สลับกับการดื่มด่ำธรรมชาติสองข้างทางไปด้วย ตลอดเส้นทางที่รถวิ่งผ่าน ภาพความงามอันบริสุทธิ์ของลาวค่อยๆ โคลสอัพเข้ามา แล้วก็ค่อยๆ เฟดจางหายไป ธรรมชาติที่นี่ ภูเขาเป็นภูเขา แม่น้ำเป็นแม่น้ำ ท้องฟ้าเป็นท้องฟ้า ทุ่งหญ้าเป็นทุ่งหญ้า ท้องนาเป็นท้องนา ทุกองค์ประกอบอยู่ถูกที่ ถูกเวลา แม้แต่ผู้คนก็ยังเป็นผู้คน สิ่งแปลกปลอมน้อยมาก
รถวิ่งเข้าเขตเวียงจันทร์ในเวลาที่พระอาทิตย์ตรงหัวพอดี สองสาวน้อยลงรถที่บ้านนาทรายทอง เราบอกลากัน และหวังว่าจะได้เจอกันอีก หนึ่งชั่วโมงถัดมา (ไวเหมือนโกหก) รถคันเดียวกันนี้พาผู้โดยสารถึงท่ารถตลาดเช้า เราลงรถด้วยความงงๆ เดินเลาะเลียบไปยังถนนริมฝั่งโขง หาเฮือนพักขาประจำ ที่นี่ยังเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนพนักงานใหม่ทุกครั้งที่มา
เวียงจันทร์กำลังเปลี่ยน ตึกใหม่ๆ สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ มีให้เห็นทุกครั้งที่มา รถยนต์ รถจักรเยอะขึ้น มาคราวนี้ ได้เช่ารถถีบไปนอกเมือง เราถีบไปไกลจนถึงท่ารถสายใต้ ตั้งใจมาหาข้อมูลเที่ยวรถ + ค่าปี้ไปสะหวันนาเขต จำปาสัก ปากเซ (ที่นี่มีเที่ยวรถไปเว้ ฮานอยด้วย) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะดันตกหลุมรักเวียงจันทร์ (เช่นทุกครั้ง) เลยขออยู่ต่ออีก 2-3 วัน
เวียงจันทร์น่ารักตรงความเป็นเมืองที่เงียบสงบ เรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด ซื่อๆ (ถึงแม้เธอกำลังจะเปลี่ยน) และที่สำคัญ คือความมีน้ำใจของคนที่นี่ … รถถีบที่เช่าค่อนข้างพิกลพิการ โซ่หลุดบ่อยเป็นระยะๆ จนน่าเป็นห่วง (ว่าจะได้ถีบ หรือต้องเข็นกันแน่) แล้วโซ่ก็มาหลุดที่หน้าป้ายรถเมล์ ท่ารถสายใต้ ระหว่างกำลังหันรีหันขวางว่าจะทำไงดี หนุ่มขับรถตุ๊กๆ ก็เดินเข้ามาถามว่า “รถเป็นอะไร” พอเห็นสภาพรถ
“ต้องถอดฝาครอบออกก่อน ค่อยใส่โซ่เข้าไปใหม่” หนุ่มเอ่ยขึ้น
“ไม่มีไขควงนะ” เราตอบ
หนุ่มเดินกลับไปที่รถ สักครู่ เดินกลับมาพร้อมไขควง จัดการไขสกรูให้เรียบร้อย
ใส่โซ่กลับเข้าที่เรียบร้อย เราไม่ลืมที่จะขอบคุณ พร้อมรอยยิ้มตอบแทนความมีน้ำใจของหนุ่ม … เสน่ห์ของคนลาวทำให้เราอยากมาเยือน และตกหลุมรักทุกครั้งที่มา …
ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนไปเช่นไร เราก็ยังรักเธอ … เวียงจันทร์ สปป.ลาว
ความเห็นล่าสุด