อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ
ดูทั้งอัลบั้ม => คือคนในความทรงจำ@เมืองหลวง (พระบาง)
นั่งมองภาพถ่ายผู้คน@เมืองหลวง (พระบาง) คราใด ความทรงจำงดงามเก่าๆ ก็กลับฟื้นขึ้นมาโลดแล่นมีชีวิตชีวาอีกครั้ง กลับจากเที่ยวเมืองหลวงแต่ละครั้ง นอกจากเก็บภาพถ่ายสวยๆ ติดมือกลับมาแล้ว ยังหอบเอาของฝากเป็นความประทับใจ มิตรไมตรี น้ำใจแสนงามของคนเมืองหลวงเต็มสองกระเป๋ากลับมาด้วย … เมืองหลวง (พระบาง) มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด

บุญเลี้ยง หนุ่มอารมณ์ดีแห่งร้านลาฮา
บุญเลี้ยง – หนุ่มหล่อ ยิ้มเก่ง อัธยาศัยงาม พนักงานขายฝ้ายมัดย้อม ร้านลาฮา
ยังมีคุณยาย(เผ่า)แม้ว – นั่งเย็บกระเป๋าผ้าที่ตลาดมืด
หลานจอห์นนี่ – สงสัยตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว
แสงเพ็ชร – หนุ่มจากแขวงบ่อแก้วมาเรียนหนังสือที่เมืองหลวง และทำงานอาสาสมัครขอรับบริจาคเงินพิมพ์หนังสือให้เด็กลาวมีหนังสือดีๆ อ่าน (เราก็ร่วมบริจาคด้วย)
พระ (หรือสามเณร ???) แสงเพ็ชร – ประทับใจในความใจดีของท่านที่ให้เราเข้าไปชมอุโบสถวัดฟรีๆ (ไม่ต้องเสียค่าปี้)
น้องๆ ที่ตลาดมืด และเชิงพระธาตุพูสี ชวนคุย และชวนกินเบียร์ลาวประจำ (หุ หุ)
เวียงชัย อุ่น และวอนแห่งร้านกบน้อย – เด็กหนุ่มสาวจากพงสาลี มาทำงานไกลถึงเมืองหลวง
ทองวิน – รู้จักกันที่วัดแห่งหนึ่ง ทองวินทำงานส่งหนังสือพิมพ์ และเรียนหนังสือไปด้วย
และสามเณรที่ตาดกวางสี ฯลฯ
…
เช้าแรกที่เมืองหลวง (พระบาง) เริ่มด้วยการขึ้นพระธาตุพูสี เดินขึ้นบันไดพระธาตุฯ แบบเอื่อยๆ ถึงจุดชมวิว 06.18น. บนพระธาตุฯ เจอนักท่องเที่ยวอยู่หนึ่ง และอีกหนึ่งเป็นน้องคนลาว “ศักดิ์” ขึ้นมาออกกำลังกายบนพระธาตุฯ … หน้าหนาว หมอกลงจัด เช้าๆ อย่างนี้ ยังมองไม่เห็นตัวเมืองหลวง ระหว่างรอพระอาทิตย์โผล่ออกมากลางม่านหมอก เลยชวน “ศักดิ์” คุยเรื่องเกี่ยวกับลาว เช่น เรื่องระบบการเมือง การศึกษา การทำงานของคนลาว ฯลฯ “ศักดิ์” เพิ่งจบมหาวิทยาลัยที่นี่ ตอนนี้ทำงานด้านโฆษณา และวางแผนจะเรียนต่อ (ถ้ามีโอกาส) … ศักดิ์เล่าว่า โดยทั่วไป เด็กลาวได้เรียนหนังสือฟรีถึงป.5 (มีค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายให้รัฐประมาณปีละ 500 บาท) แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ (อย่างเช่น “วง”) เพราะฐานะทางบ้านจนจริงๆ หรือไม่พ่อแม่ยังไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา เลยไม่ส่งลูกไปโรงเรียน … การเลือกเรียนสาขาอะไร หรือที่ไหนของคนลาวจะเกี่ยวข้องกับอาชีพที่จะทำ เช่น ถ้าจะรับราชการมักจะเลือกไปเรียนเวียดนาม เพราะระบบการเมืองการปกครองใกล้เคียงกัน แต้ถ้าจะประกอบธุรกิจ หรือค้าขายจะเลือกมาเรียนที่ไทย ฯลฯ นอกจากนั้น เรายังคุยถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของเมืองหลวงอีกด้วย

หลวงพระบางในม่านหมอก
9 โมงแล้ว แสงแดดสวยๆ สะท้อนภาพงามของเมืองในหุบเขา เมืองที่หลับใหลกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มองดูสายน้ำคานที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนชาวเมืองหลวง ไหลเอื่อยๆ ไปสบกับสายน้ำของ (น้ำโขง) … “ศักดิ์” ขอตัวกลับลงไปก่อน เรายังเก็บรูปอยู่พักใหญ่ ก่อนจะย้อนกลับลงบันไดด้านเดิม ลงมาถึงข้างล่าง แวะหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระบาง … เดินเล่นในตัวเมือง ผ่านตึกร้าน Laha นึกถึงเพื่อนคนลาวที่เคยขายสินค้าที่นี่ (เมื่อ 2 ปีก่อน) กลับมาครั้งหลังสุด (พ.ค. ปีนี้) ที่นี่มีพนักงานขายคนใหม่แล้ว …

เมืองหลวง(พระบาง)ยามเช้า

หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระบาง
ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง
ตื่นนอนตอนบ่าย 4 โมง เดินไปตามถนนหลังพระธาตุพูสี ตั้งใจจะไปหาเพื่อนคนลาว เด็กส่งหนังสือพิมพ์ที่ส่งตัวเองเรียนหนังสือไปด้วย จำได้ว่าห้องแถวที่เพื่อนพักอยู่ ติดถนนใหญ่ ด้านหนึ่งเป็นซอย อีกด้านหนึ่งเป็นร้านขายของชำ ถึงหน้าห้องแถว ประตูปิด สงสัยเป็นวันหยุด เลยเดินไปถามคุณป้าห้องข้างๆ คุณป้าบอกว่า ตอนนี้ เด็กส่งหนังสือพิมพ์เปลี่ยนเป็นผู้หญิงแล้ว … มาเมืองหลวงคราวนี้ อะไรๆ ก็เปลี่ยน … งั้นเดินย้อนกลับทางเก่า ชมวัด ชมเมือง ชมร้านค้า เฮือนสวยๆ ในตัวเมืองเก่าแล้วกัน … แวะฝากท้องกับแม่ค้าขายเฝอขาประจำ ตรอกข้างตลาดมืด กินมื้อนี้เสร็จ มื้อดึกจะกลับมากินอีกรอบ (เฝอร้านนี้ มี แจ่ว (น้ำจิ้ม) สุกี้ให้ด้วย) จากนั้น ย้ายมาอุดหนุนคุณป้าขายข้าวเกรียบปากหม้อญวน กินไปก็เหลียวดูพ่อค้าแม่ขาย (ส่วนหลายเป็นคนม้ง) ชาวตลาดมืด เริ่มกางเต้นท์ ปูผ้า จัดวางสินค้า เตรียมเปิดกิจการขายของนักท่องเที่ยว เดินถึงหน้าหอพิพิธภัณฑ์ฯ ปีนขึ้นไปนั่งตรงเชิงบันไดพระธาตุพูสี (ที่ประจำ) ฝั่งตรงกันข้าม ยังไม่ทันหย่อนก้นลงนั่งดี พ่อค้าแม่ค้ารุ่นจิ๋ว กรูเข้ามาขายของที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวสนใจซื้อเท่าไร สินค้าที่เอามาขาย ก็ซื้อมาจากตลาดจีน (ทางไปคิวรถสายใต้) นั่นเอง อย่างสร้อยข้อมือ ตุ๊กตาแม้ว เลยแบ่งส้มให้กินกันคนละลูก แต่พ่อค้าแม่ค้ารุ่นจิ๋วก็ยังไม่ละความพยายาม ชวนให้ซื้อของไม่หยุด บทสนทนาก็คล้ายทุกครั้งที่มานั่งตรงนี้ (ฟังบ่อยจนจำได้) “บ้านอยู่ฟากตรงข้าม” “พ่อแม่ให้มาขายของ” ”มื้อนี้ยังขายไม่ได้เลย” “ช่วยซื้อหน่อยนะคุณพี่รูปหล่อ” ฯลฯ นั่งฟังไปเรื่อยๆ รอเวลาพระอาทิตย์ยามเย็นลับริมของ ไปเดินทอดน่องเลียบสายน้ำ ดูเฮือนเก่า บ้างก็เป็นเฮือนไม้ทั้งหลัง บ้างก็เป็นเฮือนไม้ผสมปูน ที่เรียกกันว่าบ้านสไตล์โคโลเนี่ยน บางหลังเจ้าของไม่สนใจดูแล ปล่อยให้เสื่อมโทรมไปตามสภาพ มีหลายหลังกำลังปรับปรุง หรือสร้างขึ้นใหม่ เตรียมเปิดเป็นร้านค้า เฮือนพักต้อนรับนักท่องเที่ยว … เดินจนฟ้ามืดค่ำ พระจันทร์ขึ้นมาทำหน้าที่แทนพระอาทิตย์ … เดินถึงหน้าโรงแรมสันติ เห็นโรงแรมปิดเงียบ เลิกกิจการแล้วหรือ ก่อนกลับเฮือนพัก ไม่ลืมซื้อโรตี (ของกินตอนเช้า) แวะกินเฝอรอบดึก ก่อนบอกลายามค่ำคืนที่เมืองหลวง … สถานีต่อไป วังเวียง
วันที่ 26 พ.ย. 51
วันที่สาม และวันสุดท้ายที่น้ำทา วันนี้ขี่จักรยานไปตามเส้น 3A สองข้างทางเป็นทุ่งนา และภูเขา อากาศดีมากๆ ขี่ไป ดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนน้ำทาไปด้วย ถนนเส้นนี้ ถ้าขี่ไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงชายแดนลาวด้านบ่อเต็นที่ติดกับจีนด้านบ่อหาน ก่อนจะตรงไปยังเมืองล่า และจิ่งหง (เชียงรุ่ง) สิบสองปันนา … เลี้ยวขวาไปตามถนนเลี่ยงเมือง (R3A) ที่เชื่อมเข้าด้วยกัน (เส้นนี้ตรงไปห้วยทราย) แวะดูชาวบ้านกำลังจับปลาในลำน้ำทา เจอคุณลุงคนหนึ่งเพิ่งกลับจากไปเอาน้ำดื่ม บ้านลุงปลูกอย่างง่ายๆ อยู่ริมถนน ลุงอยู่คนเดียวกับบ้านหลังน้อย (เทียบกับบ้านคนเมือง ก็คงประมาณพื้นที่ห้องน้ำห้องหนึ่งเท่านั้น) ยิ่งถ้าเทียบกับชีวิตคนเมืองแบบเราๆ ก็ต้องบอกว่า ลำบากทีเดียว โดยเฉพาะหน้าหนาวยามนี้ ไม่รู้ลุงมีผ้าห่มกันหนาว หรือต้องก่อกองไฟคลายหนาวทุกคืน …
ขี่จักรยานที่น้ำทาให้ความรู้สึกดีจริงๆ โดยเฉพาะช่วงที่จักรยานลงเนิน ถลาลม ลมเย็นๆ ปะทะหน้า เย็นสบาย แดดอ่อนๆ อุ่นๆ ยามบ่าย ปล่อยจักรยานให้ไหลลงเนิน พุ่งทะยานไปข้างหน้า เหมือนกำลังจะบินขึ้นไปลอยอยู่บนท้องฟ้าสีครามของน้ำทา
วันที่ 27 พ.ย. 51
วันนี้ตื่นแต่เช้า เตรียมออกเดินทางไปเมืองหลวง (พระบาง) อากาศยามเช้าตรู่ค่อนหนาว ระหว่างทางที่นั่งรถสองแถวมาที่บ่อนคิวรถ ผ่านทุ่งนา สนามบินน้ำทา เห็นเด็กนักเรียนปั่นจักรยานไปโรงเรียนเป็นกลุ่มๆ ส่งยิ้มทักทายกันตามธรรมเนียบ … รถประจำทางที่นั่งไปเมืองหลวงกว่าครึ่งเป็นนักท่องเที่ยว (หัวแดง) พี่นั่งคู่กับน้องคนลาว ชื่อ “วง” เป็นลาวเทิง จะกลับบ้านที่เมืองหลวง วงไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะที่บ้านจน (ไม่มีเงินเรียน) ได้ยินคำตอบแล้ว สะท้อนใจทุกที … รถแวะจอดอุดมไชย (อุดมไซย) ชวนวงกินข้าวเที่ยง วงปฏิเสธ เลยให้หมากฝรั่งไป 1 ชิ้น ระหว่างทางก็คุยไปสลับกับนอนหลับ ตื่นมาอีกทีก็เกือบถึงปากหม่องแล้ว (เดิมตั้งใจจะแวะเที่ยวปากหม่อง) รถแวะจอดส่งผู้โดยสาร เลยลงไปซื้อส้มกับแม่ค้า (คนสวย) พร้อมสอบถามที่เที่ยวในปากหม่อง (คราวหน้าเรามีนัดกันที่ปากหม่อง แน่นอน) ห้าโมงกว่า รถจอดส่งวงที่ทางเข้าหมู่บ้าน เราบอกลากัน ต่างฝ่ายต่างอวยพรให้โชคดี และหวังว่าจะได้เจอกันใหม่ … รถถึงคิวรถสายเหนือ 6 โมงกว่า (ตามสไตล์คนขับ คือไม่ทำเวลาเร็วกว่านี้) จากนั้นก็นั่งรถสองแถวไปหน้าตลาดมืด หาเฮือนพัก ได้เฮือนพักเจ้าเก่า “แสงเพชร”
ที่ตลาดมืด ได้รู้จักน้อง “แก้ว” (เพื่อนแสงเพชร น้องที่เคยรู้จัก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว) น้องอาสาสมัครที่มาช่วยงานขอรับบริจาคเงิน เพื่อจัดพิมพ์หนังสือให้เด็กลาว ตอนนี้ เห็นมีหนังสือออกมาหลายเล่มทีเดียว (บริจาคเงินคราวที่แล้ว ยังมีแต่หนังสือภาษาอังกฤษอยู่เลย) … แวะหาของกิน (เฝอ) ก่อนเข้านอน
ความเห็นล่าสุด