Archive

Posts Tagged ‘หลวงน้ำทา’

สามเณร เหล่ากอแห่งสมณะ

พฤษภาคม 29, 2010 1 comment

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

เพิ่งวางหนังสือ National Geographic ฉบับเดือนมิถุนายน 53 ลงหลังจากอ่านบทความเรื่อง “ปอยส่างลอง” ประเพณีบวชลูกแก้วของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน และแม่ฮ่องสอนจบ พลันหวนนึกถึงสามเณรหลายๆ รูปที่เคยพบเจอเมื่อ 3-4 ปีก่อนคราวแบกเป้เที่ยวลาวเหนือ …

เส้นทางคดเคี้ยวของถนน R3A จากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา พาดผ่านภูเขาที่เบื้องล่างเป็นหุบเหว และสายน้ำ ตัดผ่านหมู่บ้านบางช่วง สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับกับสวนมันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด และสวนยาง พื้นที่ลาวเหนือแถบนี้ คือ แขวงบ่อแก้วติดกับแขวงหลวงน้ำทาจะพบเห็นหมู่บ้านคนไตลื้อตั้งอยู่จำนวนมาก

คนไตลื้อนับถือพุทธศาสนา ดังนั้น ถ้าเห็นวัดพุทธที่ไหน (เดาได้ว่า) บริเวณนั้น น่าจะเป็นหมู่บ้านของคนไตลื้อ คนไตลื้อนิยมให้ลูกหลานบวชเณร หรือ “บวชลูกแก้ว” เหมือนกับคนไตลื้อทางเหนือของไทย ไปเยือนวัดหลายๆ แห่งของที่นี่ จะมีสามเณรมาทักทายพูดคุยด้วยเสมอ

ครั้งหนึ่งเรานั่งรถสองแถวจากเมืองน้ำทาในช่วงที่ถนน R3A กำลังก่อสร้าง ถนนกลายสภาพเป็นดินโคลน รถเคลื่อนตัวอย่างยากลำบาก บางช่วงต้องลงเดินเท้า ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงจึงถึงเวียงภูคาในสภาพสะบักสะบอม (ทั้งคนทั้งรถ)

สามเณรสีธน

เมื่อเข้าเขตเวียงภูคาจะสังเกตเห็นอุโบสถหลังหนึ่งบนเนินเขาขนาดย่อมแต่ไกล อุโบสถที่เห็นเปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของเวียงภูคา เมืองเก่าอายุนับ 1,000 ปี แต่นักท่องเที่ยว (ส่วนใหญ่) มักจะผ่านเลย เราพาตัวเองไต่ขึ้นเนินอย่างเนิบช้าไปยังแลนด์มาร์คที่ว่า วัดแห่งนี้ มีเพียงอุโบสถ (สร้างขึ้นจากเงินบริจาค และจิตศรัทธาของชาวอเมริกันท่านหนึ่ง) กับกุฏิหนึ่งหลังเท่านั้น

วันนั้น เราได้พบกับ “สีธน” สามเณร ผู้ดูแล และเปิดประตูอุโบสถให้เราเข้าไปกราบพระประธาน วัดที่นี่ดูเงียบเหงา ไม่มีพระ มีแค่สามเณรเพียง 2 รูปเท่านั้น

สามเณรดี

เบื้องหน้าของเรา คือ เมืองลอง เมืองเล็กๆ แต่น่าอยู่ ธรรมชาติที่นี่ยังบริสุทธ์ และสงบงามยิ่งนัก เมืองลองมีสายน้ำ และภูเขาหินปูนเป็นฉากหลังสำคัญ ริมสายน้ำมีวัดตั้งอยู่ ภายในวัด นอกจากมีพระอุโบสถแล้ว ยังมีพระธาตุสีทองอร่ามตาอีกด้วย ที่นี่ เราได้รู้จักกับสามเณร  “ดี” สามเณรพี่ใหญ่ที่คอยดูแลเหล่าเณรน้อยวัยซุกซนทั้งหลาย

น้องไม้ - (ว่าที่) สามเณรแห่งเมืองเซียงก๊ก

ถัดจากเมืองลอง เรามุ่งหน้าสู่เมืองเซียงก๊ก เมืองชายแดนสุดท้าย มีแม่น้ำโขงกั้นกลางเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างพม่า และลาว ที่นี่ เราได้รู้จักกับน้องไม้ (ว่าที่) สามเณร และผองเพื่อนวัยซุกซนที่กำลังเตรียมบวชลูกแก้วในช่วงเดือนมีนา – เมษาที่กำลังจะมาถึง วันที่เจอกัน น้องไม้ และเพื่อนๆ กำลังวิ่งเล่นส่งเสียงดังไปทั่วอุโบสถ แต่พอถึงเวลา ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตัวเอง เริ่มเก็บกวาดทำความสะอาดอุโบสถ บางคนหิ้วถังไปตักน้ำมาเช็คพื้น หลังทำความสะอาดเสร็จก็เริ่มท่องบทสวดที่จะต้องสวดในพิธีบรรพชาเป็นสามเณร หรือ “บวชลูกแก้ว” ที่ใกล้เข้ามาทุกวัน …

สามเณร ที่ไหนๆ ก็ไม่ต่างกัน ไม่ต่างกันตรงความเป็นเด็ก ไร้เดียงสา ใสสะอาด และซุกซน ไม่ว่าจะเป็นสามเณรในไทย พม่า สิบสองปันนา หรือลาว

ดูรูปเพิ่มเติม => Many faces คือคนในความทรงจำ

ทองฮักและสุขสัน

กันยายน 20, 2009 1 comment
ทองฮัก - หนุ่มน้อยแห่งหลวงน้ำทา

ทองฮัก - หนุ่มน้อยแห่งหลวงน้ำทา

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

“มาเที่ยวหรือ” เที่ยงวันหนึ่ง ระหว่างเดินทอดน่องกลางแดดหนาวในตัวเมืองน้ำทา แว่วเสียงๆ หนึ่งถามขึ้น เจ้าของคำถามไม่รอให้ผู้เขียนเอ่ยตอบ แนะนำตัวต่อว่าชื่อ “ทองฮัก

ทองฮักเรียนอยู่โรงเรียนที่เราเพิ่งเดินผ่านมาหมาดๆ กำลังจะเดินกลับบ้านช่วงพักเที่ยง

ทองฮัก หนุ่มน้อยชนเผ่าขมุ (กำมุ) แทนตัวเองว่า “หนู” ช่างพูดช่างคุย ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา เราเป็นฝ่ายฟังหนุ่มน้อยช่างจำนรรจาคนนี้ตลอดทาง ทองฮักเล่าว่า มีญาติอยู่ฝั่งไทย (ภาคเหนือ) ด้วย เคยข้ามโขงไปเยี่ยมญาติ แต่นานมาแล้ว … ถึงทางแยกไปบ้านน้ำดี หนุ่มน้อยโำพสต์ท่าให้ถ่ายรูปก่อนจากกัน

2 มื้อถัดมา รถถีบ (จักรยาน) นำเราไปถึงตาด (น้ำตก) เล็กๆ ที่ซุกตัวในหุบเขาแห่งหนึ่ง เลยบ้านทองดีของหนุ่มน้อยทองฮักพอถีบจักรยานเหนื่อย ตาดแห่งนี้รอต้อนรับเรา – นักท่องเที่ยวเ้พียงคนเดียวที่มาเยือนในบ่ายวันนั้น  นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญหล่อเลี้ยงผู้คนในหมู่บ้านต่างๆ ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ด้านล่างด้วย

เราพบกับ “สุขสัน” หนุ่มน้อยผู้พี่ของทองฮัก หลังจากเดินลงมาจากตาด สุขสันทำท่าเหมือนยืนรอใครสักคน พร้อมส่งยิ้มมาให้เราแต่ไกล (เพราะตรงนั้นไม่มีใครอีกแล้ว)

สุขสัน - หนุ่มผู้พี่แห่งหลวงน้ำทา

สุขสันพูดน้อย (กว่าทองฮัก) ยิ้มเก่ง แต่อารมณ์ดีพอๆ กัน เราเป็นฝ่ายทำลายความเงียบโดยเริ่มทักทายหนุ่มผู้พี่ก่อน สุขสันเป็นขมุ แถมเป็น (ญาติ) ผู้พี่ของทองฮักอีกด้วย มายืน (เตร่) แถวๆ นี้ ระหว่างรอทองฮักขึ้นภูไปตัดฟืน

สุขสันชวนเราไปเที่ยวบ้าน เราถามว่าไม่รอทองฮักหรือ หนุ่มผู้พี่ได้แต่ส่งยิ้มมาแทนคำตอบ (เป็นงั้นไป) สุขสันขี่มอเตอร์ไซด์นำทางจักรยานที่ (เรา) ถีบไปบนทางขรุขระด้วยความทุลักทุเล ถึงบ้านทองดี สุขสันนำชมหมู่บ้าน แถมเปิดบ้านของทองฮัก (ที่ตอนกลางวันไม่มีคนอยู่) ให้เราเบิ่งเป็นตัวอย่างว่าคนขมุกินอยู่หลับนอนอย่างไร …

ในสายลมหนาว ก่อนตะวันจะพลบ เมื่อความเงียบ และความมืดเข้าปกคลุมบ้านน้ำดี เรากล่าวคำขอบคุณ และบอกลาหนุ่มน้อยผู้พี่แห่งหลวงน้ำทา แสงจันทร์นำทางเราจากบ้านน้ำดีกลับเข้าตัวเมืองน้ำทาอีกครั้ง

ภูวิ

กันยายน 19, 2009 1 comment

ภูวิ เพื่อนม้งลาว

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

“คนไทย ?” ชายหนุ่มในรูปถามขึ้น ขณะมองดูหนังสือเดินทางที่ผู้เขียนเพิ่งรับจากเจ้าหน้าที่ด่าน ตม. เมืองบ่อหาน (磨憨) สิบสองปันนา หลังตรวจประทับตราเสร็จ เพื่อข้ามเขตแดนมายังบ่อเต็น สปป.ลาว หน้าตา และสำเนียงของชายหนุ่มบ่งบอกว่าไม่ใช่คนจีน หรือคนไทย แต่เป็นคนม้ง (แม้ว) ลาว

ชายหนุ่มชื่อ “ภูวิ” เพิ่งกลับจากเที่ยวค้างคืนที่เมืองล่า (勐腊) และกำลังจะกลับบ้านที่หลวงน้ำทา ชายหนุ่มกลัวผู้เขียนไม่เชื่อ เลยงัดบัตรประชาชนยืนยันความเป็นคนลาวให้เห็นชัดๆ เต็มสองลูกกะตา

ข้ามมาฝั่งลาวผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย ผู้เขียนกับภูวิแยกกันไปขึ้นรถโดยสาร ภูวิมากับรถตู้ระหว่างประเทศ (หลวงน้ำทา-เมืองล่า) ส่วนผู้เขียนนั่ง (และนอน) มาราธอนมาบนรถประจำทางระหว่างประเทศ (คุนหมิง-เวียงจันทร์) โดยมีปลายทางที่เมืองหลวง (พระบาง) ก่อนจากกัน ภูวิชวนไปเที่ยวบ้าน ผู้เขียนรับปาก (ถ้ามีโอกาส) จะไปเที่ยวบ้านตามคำชวนของเจ้าของ

2 ปีถัดมา โอกาสนั้นก็มาถึง … ผู้เขียนแวะเวียนไปเที่ยวเมืองเล็กๆ เงียบสงบอย่างหลวงน้ำทาบ่อยครั้ง เพิ่งจะมีครั้งนี้ที่ตั้งใจไป (ใช้ชีวิต) อยู่ที่นั่นนานเกือบครึ่งเดือน นานพอที่จะสังเกตเห็นความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลง และชีวิตผู้คน รวมทั้งได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากที่นั่นด้วย

แดดหนาวลมตกของบ่ายวันหนึ่ง ผู้เขียนเดินไปตามถนนลาดยางมุ่งสู่เมืองสิง ระยะทางไม่ถือว่าไกล เืกือบๆ 3 กิโลจากตัวเมืองน้ำทา มาเยือนครั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า … เดินถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน พลันสายตาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดสีดำ ยืนพิงรถจัก (มอเตอร์ไซด์) อยู่ไกลๆ เค้าหน้าคล้ายภูวิ เดินเข้าไปใกล้จนแน่ใจว่าใช่ เลยส่งยิ้มทักทายเพื่อนเก่าที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง

ภูวิเองก็คงไม่คาดคิดว่า จะได้เจอผู้เขียนอีกครั้ง เรายืนคุยทักทายกันสักครู่หนึ่ง ภูวิจึงชวนไปบ้าน (ที่ภูวิเรียกว่าเล้าไก่) … เจอกันครั้งนี้ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเพื่อนคนนี้ นอกจากหน้าตาที่ดูเหนื่อยล้า และคร่ำเคร่งขึ้น ยังสังเกตเห็นถึงความกังวล และครุ่นคิดแอบซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น

ภูวิพาเดินชมหมู่บ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติๆ กัน เห็นเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นในสนามโรงเรียน เดินลัดเลาะไปอีกสักพักก็ถึงบ้านของภูวิ พ่อแม่ และน้องอยู่กันพร้อมหน้า สภาพบ้านของภูวิ เป็นกระต๊อบเล็กๆ ปลูกติดกับพื้นดิน ฝาบ้านเป็นไม้สาน หลังคามุงด้วยใบหวาย ภายในแบ่งพื้นที่มุมหนึ่งเป็นครัว มีตู้ และฝากั้นแบ่งพื้นที่เป็นห้องนอนของแต่ละคน พื้นที่รอบบ้านปลูกต้นไม้ เล้าไก่ เล้าหมู และเพิงเก็บฟืน กับอุปกรณ์ต่างๆ

ได้พูดคุยกับภูวิครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ภาษาจีนของภูวิดีมากๆ ภูวิเล่าให้ฟ้งว่า ครอบครัวของภูวิเคยอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ชายแดนของสิบสองปันนา ทำให้มีโอกาสเรียนภาษาจีนอยู่ที่นั่นหลายปี หลังสงครามยุติ จึงย้ายกลับมาที่นี่ เลี้ยงชีพด้วยการทำนา และทำสวนยาง

เย็นนั้น ภูวิชวนกินข้าวเย็นที่บ้าน พ่อแม่ และน้องของภูวิอัธยาศัยดีมาก ถึงแม้มื้อค่ำนั้นจะเป็นอาหารธรรมดาๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น รอยยิ้ม และน้ำใจไมตรีของทุกคนที่หยิบยื่นให้

ก่อนจากกัน ภูวิพาไปเที่ยวบ้านญาติ ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซด์มาส่งผู้เขียนที่เฮือนพัก … เรากล่าวคำอำลากัน และหวังว่าวันหนึ่งจะได้พบกันอีก

เมืองน้ำทา

ธันวาคม 2, 2008 ใส่ความเห็น

วันที่ 26 พ.ย. 51

วันที่สาม และวันสุดท้ายที่น้ำทา วันนี้ขี่จักรยานไปตามเส้น 3A สองข้างทางเป็นทุ่งนา และภูเขา อากาศดีมากๆ ขี่ไป ดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนน้ำทาไปด้วย ถนนเส้นนี้ ถ้าขี่ไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงชายแดนลาวด้านบ่อเต็นที่ติดกับจีนด้านบ่อหาน ก่อนจะตรงไปยังเมืองล่า และจิ่งหง (เชียงรุ่ง) สิบสองปันนา … เลี้ยวขวาไปตามถนนเลี่ยงเมือง (R3A) ที่เชื่อมเข้าด้วยกัน (เส้นนี้ตรงไปห้วยทราย) แวะดูชาวบ้านกำลังจับปลาในลำน้ำทา เจอคุณลุงคนหนึ่งเพิ่งกลับจากไปเอาน้ำดื่ม บ้านลุงปลูกอย่างง่ายๆ อยู่ริมถนน ลุงอยู่คนเดียวกับบ้านหลังน้อย (เทียบกับบ้านคนเมือง ก็คงประมาณพื้นที่ห้องน้ำห้องหนึ่งเท่านั้น) ยิ่งถ้าเทียบกับชีวิตคนเมืองแบบเราๆ ก็ต้องบอกว่า ลำบากทีเดียว โดยเฉพาะหน้าหนาวยามนี้ ไม่รู้ลุงมีผ้าห่มกันหนาว หรือต้องก่อกองไฟคลายหนาวทุกคืน …

ขี่จักรยานที่น้ำทาให้ความรู้สึกดีจริงๆ โดยเฉพาะช่วงที่จักรยานลงเนิน ถลาลม ลมเย็นๆ ปะทะหน้า เย็นสบาย แดดอ่อนๆ อุ่นๆ ยามบ่าย ปล่อยจักรยานให้ไหลลงเนิน พุ่งทะยานไปข้างหน้า เหมือนกำลังจะบินขึ้นไปลอยอยู่บนท้องฟ้าสีครามของน้ำทา

วันที่ 27 พ.ย. 51

วันนี้ตื่นแต่เช้า เตรียมออกเดินทางไปเมืองหลวง (พระบาง) อากาศยามเช้าตรู่ค่อนหนาว ระหว่างทางที่นั่งรถสองแถวมาที่บ่อนคิวรถ ผ่านทุ่งนา สนามบินน้ำทา เห็นเด็กนักเรียนปั่นจักรยานไปโรงเรียนเป็นกลุ่มๆ ส่งยิ้มทักทายกันตามธรรมเนียบ … รถประจำทางที่นั่งไปเมืองหลวงกว่าครึ่งเป็นนักท่องเที่ยว (หัวแดง) พี่นั่งคู่กับน้องคนลาว ชื่อ “วง” เป็นลาวเทิง จะกลับบ้านที่เมืองหลวง วงไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะที่บ้านจน (ไม่มีเงินเรียน) ได้ยินคำตอบแล้ว สะท้อนใจทุกที … รถแวะจอดอุดมไชย (อุดมไซย) ชวนวงกินข้าวเที่ยง วงปฏิเสธ เลยให้หมากฝรั่งไป 1 ชิ้น ระหว่างทางก็คุยไปสลับกับนอนหลับ ตื่นมาอีกทีก็เกือบถึงปากหม่องแล้ว (เดิมตั้งใจจะแวะเที่ยวปากหม่อง) รถแวะจอดส่งผู้โดยสาร เลยลงไปซื้อส้มกับแม่ค้า (คนสวย) พร้อมสอบถามที่เที่ยวในปากหม่อง (คราวหน้าเรามีนัดกันที่ปากหม่อง แน่นอน) ห้าโมงกว่า รถจอดส่งวงที่ทางเข้าหมู่บ้าน เราบอกลากัน ต่างฝ่ายต่างอวยพรให้โชคดี และหวังว่าจะได้เจอกันใหม่ … รถถึงคิวรถสายเหนือ 6 โมงกว่า (ตามสไตล์คนขับ คือไม่ทำเวลาเร็วกว่านี้) จากนั้นก็นั่งรถสองแถวไปหน้าตลาดมืด หาเฮือนพัก ได้เฮือนพักเจ้าเก่า “แสงเพชร”

ที่ตลาดมืด ได้รู้จักน้อง “แก้ว” (เพื่อนแสงเพชร น้องที่เคยรู้จัก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว) น้องอาสาสมัครที่มาช่วยงานขอรับบริจาคเงิน เพื่อจัดพิมพ์หนังสือให้เด็กลาว ตอนนี้ เห็นมีหนังสือออกมาหลายเล่มทีเดียว (บริจาคเงินคราวที่แล้ว ยังมีแต่หนังสือภาษาอังกฤษอยู่เลย) … แวะหาของกิน (เฝอ) ก่อนเข้านอน

ทริปแบกเป้เที่ยวแชงกรีล่า-ลี่เจียง-สิบสองปันนา-ลาว(หลวงน้ำทา)

พฤศจิกายน 26, 2008 ใส่ความเห็น

สวัสดี หลา

วันนี้อยู่น้ำทาเป็นวันที่ 2 อากาศที่น้ำทา ตอนเช้าหนาวจับใจเหมือนกัน (ขนาดซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวม) เก้าโมงกว่า แดดยังไม่ออก หมอกปกคลุมไปทั่วเมือง

วันนี้ตื่นสายกว่าปกติ ตื่นมาก็จัดการซักเสื้อผ้าทั้งหมด (เสื้อหนาวด้วย) ซักเสร็จแดดออกพอดี ขี่จักรยานที่เช่าไว้ 3 วัน ไปกินเฝอร้านขาประจำ ยังอร่อยเหมือนเดิม ตอนเย็นก็แวะมาฝากท้องอีกมื้อหนึ่ง (เฝอ + ส้มตำ)

วันนี้ขี่จักรยานปั่นไปค่อนเมืองน้ำทา ตะลอนเที่ยวตามจุดต่างๆ ที่เคยไปเมื่อครั้งก่อนๆ ตั้งใจจะไปถ่ายรูปจุดที่น้ำทาสวยที่สุด (ในสายตาของพี่ – ดูภาพข้างล่าง) อย่างเช่น สะพานคอนกรีตที่สร้างข้ามแม่น้ำทาช่วงก่อนถึงอ่างเก็บน้ำ, บ้านใหม่, ทุ่งนาทางไปหมู่บ้านของลาวไทยดำ ขี่ไปขนส่งใหม่ (ทางไกล) ด้วย ไปดูเวลารถออก และราคาปี้ (ตั๋ว)

สายน้ำทาหน้าหนาว

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง

จากนั้น ก็ปั่นกลับตัวเมืองน้ำทา ผ่านสนามบินที่ปรับปรุงใหม่เรียบร้อยด้วยฝีมือวิศวกรไทย (คือคุณลุงที่ได้รู้จัก เมื่อ 3 ปีก่อน) มาน้ำทาตั้งหลายครั้ง เพิ่งมีครั้งนี้ และวันนี้ที่ได้เห็นเครื่องบินของสายการบินลาวลงจอดที่สนามบิน … วันนี้เบ็ดเสร็จตะลอนปั่นจักรยานร่วม 20 กิโล

มาลาวแต่ละครั้งรู้สึกได้ถึงความน่ารัก อัธยาศัยดี และรอยยิ้มของคนลาว โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่มักจะส่งยิ้มให้นักท่องเที่ยว พร้อมคำทักทาย “สะบายดี” เสมอ

กลับถึงตัวเมือง แวะเข้าเฮือนพัก เก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ จากนั้น ก็นั่งพักตรงระเบียบข้างห้อง นั่งดูชาวบ้านทำนา ทำไร่ และเขียนบันทึกไปด้วย

เวลาพลบค่ำ ถนนในน้ำทา เงียบมาก มีแต่จักรยาน และมอเตอร์ไซต์วิ่งไปมา นานๆ จะมีรถยนต์ผ่านมาสักคัน

ถนนในตัวเมืองน้ำทา

ฟ้ายังไม่มืดดี พอมีเวลาเข็นจักรยานขึ้นไปชมพระธาตุที่สร้างเกือบเสร็จ (กำลังอยู่ในขั้นเก็บงาน) ขึ้นมาครั้งก่อน เจอคุณน้าชาวเวียดนาม ตามสามีคนลาวมาทำงานสร้างองค์พระธาตุ

เมื่อยืนบนจุดนี้ จะเห็นตัวเมืองน้ำทาในมุมสูง บางมุมก็คล้ายเมืองหลวง (พระบาง) เมื่อมองจากพระธาตุพูสี บางมุมก็คล้ายเมืองปาย

อากาศเริ่มหนาวแล้ว เดี๋ยวก็จะกลับเฮือนพัก ซักผ้า อาบน้ำเหมือนเคย พรุ่งนี้ก็จะปั่นจักรยานไปตามทุ่งนาอีกเช่นเคย ยังมีอีกหลายจุดที่จะไปเก็บภาพสวยๆ ของน้ำทา … เมืองเล็กๆ สงบงาม แต่เต็มเปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.