Archive

Posts Tagged ‘วังเวียง’

เวียงจันทร์

มิถุนายน 16, 2010 1 comment

อ่านบทความแรก => ทริปแบกเป้เที่ยวแชงกรีล่า-ลี่เจียง-สิบสองปันนา-ลาว

เรื่องเล่าทริปเดินทางจากแชงกรีล่าถึงลาวยังไม่จบ (สนิท) ถ้าไม่ได้เขียนถึงเวียงจันทร์ เมืองหลวงปัจจุบันของสปป.ลาว

หลังจากบอกลาวังเวียงกับค่ำคืนสุดท้ายด้วยการยืนคุยกับลุงเพ็ดเจ้าของ Guest house ข้างๆ กองไฟใต้แสงจันทร์กว่าค่อนคืน … 7 โมงเช้าวันรุ่ง ตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ริมระเบียบเฮือนพัก บรรยากาศโดยรอบอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกราตรี ไกลออกไปอีกนิด เห็นเด็กนักเรียนกำลังเดินลัดเลาะเลียบริมน้ำซอง ฝั่งตรงข้าม เห็นเรือหางยาวลอยลำเหนือลำน้ำกำลังถูกขัดสีฉวีวรรณ เตรียมรับนักท่องเที่ยวล่องแม่น้ำยามเช้า

ยืนบิดขี้เกียจให้แดดอุ่นๆ ยามเช้าไล้เลียอยู่สักพัก (ใหญ่) จึงหลบเข้าเฮือน อาบน้ำ แต่งตัว ยัดของใส่เป้ โบกมือลาลุงเพ็ด (พร้อมขอเบอร์โทร. เผื่อคราวหน้าจะมาเยือนใหม่) มุ่งหน้าไปฝั่งตัวเมือง เดินข้ามสะพานไม้ เจอคนรู้จักคุ้นเคย (เพราะอยู่มาหลายวัน) อย่างคุณป้าขายเฝอหน้าร้านนวดแผนโบราณที่ฝากท้องอยู่หลายมื้อ เลยบอกลา (ด้วยความอาลัยนิดๆ) ตามธรรมเนียม เดินตัดข้ามสนามบินเก่าตรงไปยังร้านขายเฝอของแม่ค้าคนสวยที่เจอกันวันแรก แม่ค้า (นอกจากจะสวยแล้ว) ยังดีใจหาย ช่วยเป็นธุระเรียกรถประจำทางไปเวียงจันทร์ให้ด้วย

เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถประจำทางแท้ๆ ร่วมกับผู้โดยสารที่เป็นคน (ลาว) ท้องถิ่น แถมปลอดนักท่องเที่ยวด้วย ค่าปี้โดยสารที่ถูกมากจนน่าตกใจ (แอบนึกในใจ ทำไมถูกแบบงี้ว่ะ) แถมได้รับ “ความอบอุ่น” มาอีกเข่งใหญ่ๆ ทั้งจากผู้โดยสารแน่นคันรถ สัมภาระร้อยแปดเต็มหลังคา และพื้นรถ (จนหาที่นั่ง และที่ว่างไม่ได้) พอก้าวเท้าขึ้นรถ สายตาแทบทุกคู่พุ่งตรงมายังผู้โดยสารแปลกหน้า (หุ หุ) เดินเข้าไปจนถึงที่นั่งแถวท้ายสุด ได้ที่นั่ง เพราะความมีน้ำใจของ 2 สาวน้อยใจดีที่ขยับที่ให้นั่งเบียดๆ กัน น้องสาวทั้งสองเหมือนคนไทยมาก (สงสัยไปเมืองไทยบ่อย) ใส่เสื้อยืด นุ่งยีนส์ โกรกผมสีทอง ร้องเพลงไทย (ให้ฟัง) รู้จักนักร้อง และเพลงไทยมากกว่าเราอีก

ระหว่างนั่งรถหวานเย็นสไตล์ลาวคันนี้ (วิ่งจากเมืองกาสีกับเวียงจันทร์) ร่วม 4 ชั่วโมง รถวิ่งไปเรื่อยๆ สลับกับหยุดรับส่งผู้โดยสารตลอดทาง น้องสาวทั้งสองชวนคุย ชวนร้องเพลง (แต่เราดันร้องไม่เป็น) สลับกับการดื่มด่ำธรรมชาติสองข้างทางไปด้วย ตลอดเส้นทางที่รถวิ่งผ่าน ภาพความงามอันบริสุทธิ์ของลาวค่อยๆ  โคลสอัพเข้ามา แล้วก็ค่อยๆ เฟดจางหายไป ธรรมชาติที่นี่ ภูเขาเป็นภูเขา แม่น้ำเป็นแม่น้ำ ท้องฟ้าเป็นท้องฟ้า ทุ่งหญ้าเป็นทุ่งหญ้า ท้องนาเป็นท้องนา ทุกองค์ประกอบอยู่ถูกที่ ถูกเวลา แม้แต่ผู้คนก็ยังเป็นผู้คน สิ่งแปลกปลอมน้อยมาก

รถวิ่งเข้าเขตเวียงจันทร์ในเวลาที่พระอาทิตย์ตรงหัวพอดี สองสาวน้อยลงรถที่บ้านนาทรายทอง เราบอกลากัน  และหวังว่าจะได้เจอกันอีก หนึ่งชั่วโมงถัดมา (ไวเหมือนโกหก) รถคันเดียวกันนี้พาผู้โดยสารถึงท่ารถตลาดเช้า เราลงรถด้วยความงงๆ เดินเลาะเลียบไปยังถนนริมฝั่งโขง หาเฮือนพักขาประจำ ที่นี่ยังเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนพนักงานใหม่ทุกครั้งที่มา

เวียงจันทร์กำลังเปลี่ยน ตึกใหม่ๆ สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ มีให้เห็นทุกครั้งที่มา รถยนต์ รถจักรเยอะขึ้น มาคราวนี้ ได้เช่ารถถีบไปนอกเมือง เราถีบไปไกลจนถึงท่ารถสายใต้ ตั้งใจมาหาข้อมูลเที่ยวรถ + ค่าปี้ไปสะหวันนาเขต จำปาสัก ปากเซ (ที่นี่มีเที่ยวรถไปเว้ ฮานอยด้วย) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะดันตกหลุมรักเวียงจันทร์ (เช่นทุกครั้ง) เลยขออยู่ต่ออีก 2-3 วัน

เวียงจันทร์น่ารักตรงความเป็นเมืองที่เงียบสงบ เรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด ซื่อๆ (ถึงแม้เธอกำลังจะเปลี่ยน) และที่สำคัญ คือความมีน้ำใจของคนที่นี่ … รถถีบที่เช่าค่อนข้างพิกลพิการ โซ่หลุดบ่อยเป็นระยะๆ จนน่าเป็นห่วง (ว่าจะได้ถีบ หรือต้องเข็นกันแน่) แล้วโซ่ก็มาหลุดที่หน้าป้ายรถเมล์ ท่ารถสายใต้ ระหว่างกำลังหันรีหันขวางว่าจะทำไงดี หนุ่มขับรถตุ๊กๆ ก็เดินเข้ามาถามว่า “รถเป็นอะไร” พอเห็นสภาพรถ

“ต้องถอดฝาครอบออกก่อน ค่อยใส่โซ่เข้าไปใหม่” หนุ่มเอ่ยขึ้น

“ไม่มีไขควงนะ” เราตอบ

หนุ่มเดินกลับไปที่รถ สักครู่ เดินกลับมาพร้อมไขควง จัดการไขสกรูให้เรียบร้อย

ใส่โซ่กลับเข้าที่เรียบร้อย เราไม่ลืมที่จะขอบคุณ พร้อมรอยยิ้มตอบแทนความมีน้ำใจของหนุ่ม … เสน่ห์ของคนลาวทำให้เราอยากมาเยือน และตกหลุมรักทุกครั้งที่มา

ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนไปเช่นไร เราก็ยังรักเธอ … เวียงจันทร์ สปป.ลาว

วังเวียง (จบ)

4 ธันวาคม 51, ริมหาดน้ำซอง

ถ้าเปรียบสายน้ำ และภูผาที่วังเวียงเป็นภาพวาด วังเวียงก็เป็นภาพวาดที่มีชีวิต เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง สายน้ำ ภูผา ท้องฟ้า และชีวิตล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้วังเวียงดูงดงาม และลงตัว ถ้าบินได้เหมือนนกบนท้องฟ้า แล้วมองลงมา ภาพที่สวยที่สุดภาพหนึ่งของวังเวียง คือ ภาพสายน้ำซองแยกเป็นสองสาย สายหนึ่งไหลเป็นโค้งน้ำสวยมุ่งไปทางใต้ อีกสายหนึ่งแยกเป็นลำน้ำเล็กๆ ไหลเอื่อยๆ เลียบเมืองทางตะวันออก ก่อนจะมาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่งบริเวณสะพานไม้ข้ามฟาก

โค้งน้ำสวย

โค้งน้ำสวย

ยามเย็นที่ตรงนี้ คึกคัก และมีชีวิตชีวา … แต่ละชีวิต (และไม่มีชีวิต) ต่างทำหน้าที่ของตน ฝูงวัวกำลังข้ามลำน้ำซอง เรือหางยาวแล่นทวนน้ำนำนักท่องเที่ยวเที่ยวชมทิวทัศน์สองฟากฝั่ง บ้างก็พายเรือกลับฝั่ง ชาวบ้านแจวเรือผ่านหน้าไปอย่างช้าๆ บ้างส่งยิ้ม และโบกมือทักทายกัน พระอาทิตย์กำลังจะบอกลาวังเวียง และผู้คน แสงสุดท้ายสะท้อนเหลี่ยมผา ก้อนเมฆ และสายน้ำ ท้องฟ้าเปลี่ยนจากเหลืองทองเป็นชมพูเจือฟ้า มองเห็นควันไฟที่ชาวบ้านก่อไว้รับไออุ่น ภูผาหินปูนทอดตัวยาวเป็นธรรมชาติปราการโอบล้อมเมืองไว้ … ขอเธอจงหลับตาลง แล้วฟังเสียงคีตแห่งสายน้ำ ขับกล่อมผู้คนไม่รู้กาล

พายเรื�กลับฝั่ง

พายเรือกลับฝั่ง

ค่ำแล้ว … คืนนี้บอกลาคืนสุดท้ายที่วังเวียง โดยการเดินเล่นรอบตัวเืมือง เดินนับจำนวนรถเข็นขายโรตีที่มีอยู่มากมายทุกถนน วันนี้พ่อค้าแม่ขายพร้อมใจออกมาขายโรตีถึง 23 ราย ก่อนจะหยุดที่รถเข็นของคุณน้าผมสีดอกเลา อุดหนุนโรตีของคุณน้าเหมือนทุกคืน เดินกลับเฮือนพัก ยืนคุยกับลุงเพชร ก่อนล้มตัวลงนอนในอ้อมกอดแห่งรัตติกาล

เรื่องเล่าที่วังเวียงจบลงตรงนี้ … ด้วยภาพ “พระจันทร์ยิ้มที่วังเวียง” และ “ภาพสุดท้ายที่วังเวียง”

พระจันทร์ยิ้มที่วังเวียง

พระจันทร์ยิ้มที่วังเวียง

พระจันทร์ยิ้มจริงๆ ด้วย

พระจันทร์ยิ้มจริงๆ ด้วย

ภาพสุดท้ายที่วังเวียง

ภาพสุดท้ายที่วังเวียง

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง
อ่าน => วังเวียง (ตอนแรก) และ วังเวียง (ต่อ)

ราตรีสวัสดิ์ :-) ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบพระจันทร์

วังเวียง (ต่อ)

2 ธันวาคม 51, วันชาติลาว

img_0953

นักท่องเที่ยวรอรถที่ขนส่งใหม่

วันนี้ปั่นรถถีบไปตลาดวังเวียง และคิวรถขนส่งใหม่ … ดูจากปริมาณฝุ่นที่เกาะตามตัวอาคาร บอกให้รู้ว่าบ่อน (สถานที่) ทั้งสองแห่ง เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ตลาดวังเวียงเช้านี้ค่อนไปทางเงียบเหงา ผู้คนบางตา สงสัยเป็นเพราะสายมากแล้ว หรือเป็นเพราะตลาดย้ายมาอยู่นอกเมืองไปหน่อย จะย่าง (เดิน) หรือปั่นรถถีบมาก็ต้องใช้เวลาพอสมควร คิวรถขนส่งดูเหงาๆ มีรถสองแถวจอดรอผู้โดยสารอยู่ 2-3 คัน กับรถ VIP รอเวลาเดินทางไปเวียงจันทร์ หลังจากเดินเตร่สำรวจรอบๆ คิวรถไปมาสักครู่ ก็ปั่นรถถีบกลับตัวเมือง ปั่นไปดูวัด โรงหมอ โรงเรียน … แดดเที่ยงๆ ที่ไหนๆ ก็ร้อนพอๆ กัน เลยเลี้ยวรถถีบเข้าไปหลบร้อนใต้ต้นไม้ในวัด … เพิ่งจะบ่ายโมงหน่อยๆ คิดไม่ออกว่าจะปั่นรถถีบไปไหนดี งั้นปั่นไปคืนเจ้าของร้านแล้วกัน

หลังจากโซ้ยอาหารมื้อเที่ยง (เฝอ + ส้มตำ + ข้าวจี่) เสร็จเรียบร้อย เวลาครึ่งบ่ายที่เหลือหมดไปกับการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต … นั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับสะหวันนะเขต และจำปาสัก และคุยกับ “น้อย” น้องคนดูแลร้านเน็ตไปด้วย (น้อยเป็นคนเวียงจันทร์ เพิ่งมาเฮ็ดเวียก (ทำงาน) ที่วังเวียงได้ 3 เดือน) น้อยแนะนำให้ไปเที่ยวชมถ้ำในวังเวียง … ออกจากร้านเน็ต ย่างกลับเฮือนพัก เจอลุงเพชร (เจ้าของเฮือนพัก) นั่งสูบบุหรี่อยู่

“คืนนี้ ค่อยคุยกันนะลุง ตอนนี้จะไปเดินเล่นหมู่บ้านข้างหลัง (ทางไปถ้ำปูคำ) ก่อน”

ตะวันคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ หมู่บ้านข้างหลังมีเฮือนพักรับนักท่องเที่ยวอยู่ 2-3 แห่งเท่านั้น ที่เหลือเป็นเฮือนของชาวบ้าน ปลูกเรียงรายสองข้างทาง เดินไปตามถนนไม่ไกลนัก ก็เจอกับไร่นา และสวนผัก มองเห็นผาแดงยืนตระหง่านกลางทุ่งนาอยู่ไกลๆ ระยะทางไปผาแดง และถ้ำปูคำไม่ไกลเกินกว่าที่จะปั่นรถถีบถึง … เพราะฉะนั้น มื้ออื่น (พรุ่งนี้) จะไปเยือนผาแดง และเที่ยวถ้ำ ส่วนตอนนี้ และอากาศยามเย็นแบบนี้เหมาะกับการเดินเล่นทวนสายน้ำไปนั่งเล่นริมหาด

ริมหาดน้ำซอง เจอสองเด็กน้อยกำลังจับลูกดวน (ลูกอ๊อด)

img_0930

ลูกดวนในลำน้ำซอง

“จับไปทำอะไร”

“เอาไปเลี้ยง โตแล้วค่อยเอามาปล่อย”

“พ่อมาจากไหน” (เด็กเรียกเราว่าพ่อ)

“มาจากปลายน้ำ ฟากโน้น” (ตอบกวนเด็กอีก)

“งั้นพ่อช่วยจับ”

“ทำไมใจดี ที่บ้านรวยเปล่า”

(นึกฉงนกับคำถามเด็ก)

“ใจดีกับรวย ไม่เกี่ยวกันนะหนู คนไม่รวยก็เป็นคนใจดีได้ คนรวยก็อาจจะไม่ใจดีก็ได้”

จับลูกดวนกับเด็กๆ ร่วมครึ่งชั่วโมง ก็ได้เวลากลับเข้าเมืองหาของกิน

“พ่อมีเงินไหม ขอเงินได้เปล่า” เจอมุขเดิมๆ ของเด็กอีกแล้ว

“ไม่มี … หนูจะขอเงินจากคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ได้นะ”

ไม่รู้ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน ใครสอนให้ขอเงินนักท่องเที่ยวก็ไม่รู้ เจอคำถามแบบนี้บ่อยๆ หลายช่วงของการเดินทาง แต่ก็ไม่รู้สึกแย่ หรือเสียความรู้สึกอะไร (โลกยังมีอะไรที่แย่กว่านี้เยอะ)

จัดการอาหารมื้อเย็นเรียบร้อย เดินไปหา “น้อย” ขอยืมแผนที่ไปถ้ำปูคำ

น้อยบอก “เอาไปเลย ไม่ต้องคืน”

ขอบใจในความใจดี และมิตรไมตรีที่มีให้กัน

3 ธันวาคม 51

อรุณสวัสดิ์ “วังเวียง” เช้านี้ตื่นนอนตามปกติ เดินข้ามสะพานไม้ไปฝั่งตัวเมือง มองหาร้านเช่าจักรยานเสือภูเขาราคาถูกๆ วันนี้จะขี่เสือไปเที่ยวถ้ำ และผาแดง จัดการเสบียง และน้ำดื่มเรียบร้อย เข็นจักรยานข้ามสะพานย้อนเส้นทางเดิม … ปั่นเสือภูเขาไปเรื่อยๆ สองข้างทางไปถ้ำปูคำเป็นหมู่บ้านคนลาวลุ่ม คนเวียด และคนม้งสลับกับทุ่งนา แปลงผัก มีภูผาหินปูนเป็นฉากหลัง ประมาณ 6 กม. จึงจะถึงจุดหมาย ขณะหยุดดูป้ายบอกทางเทียบกับแผนที่ เจอเพื่อนร่วมทาง ปั่นจักรยานตามมาอีกหนึ่ง

“มาจากไหน”

“สิงคโปร์”

“หนี ห่าว”

(บทสนทนาที่เหลือ สื่อสารกันด้วยภาษาจีนกลาง)

เด็กม้ง

เด็กม้ง

ระหว่างทาง เจอธารน้ำใส และแดดสวย เห็นเด็กม้งกำลังเล่นน้ำอยู่ในลำธาร เลยแวะทักทาย เล่นน้ำกับเด็ก

“วันนี้ไม่ไปโรงเรียนหรือ”

“….”

“ชื่ออะไร”

“….”

“บ้านอยู่ไหน”

เด็กชี้ไปทางด้านหลัง

(ก็เข้าใจคำถามนี่ นึกว่าพูดไม่ได้ มาทราบภายหลังว่าเด็กม้งที่ยังไม่เข้าโรงเรียน ส่วนใหญ่ยังพูดภาษาลาวไม่ได้ รวมถึงภาษาไทยด้วย)

“ถ่ายรูปไหม”

เด็กพยักหน้า

“ยิ้มหน่อย”

แชะๆๆๆ

ถ่ายรูปเสร็จ เตรียมปั่นจักรยานไปต่อ เด็กแบมือขออะไรสักอย่าง เลยหยิบขนมส่งให้ นี่ขนาดพูดไม่ได้ ยังขอขนมเป็นด้วย

“ถ้ำปูคำ” เป็นถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่บนภูผาสูงชัน การเที่ยวถ้ำแห่งนี้ต้องเริ่มจากการปีนป่ายภูเขาขึ้นไปทีละก้าว ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปอย่างช้าๆ และระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจตกลงมาแข้งขาหักได้ คำเตือน “เด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา รวมทั้ง ผู้กลัวความสูง ควรหลีกเลี่ยงการปีนถ้ำปูคำ” และอย่าลืมพกไฟฉายเข้าไปด้วย เพราะภายในถ้ำแสงสว่างค่อนข้างน้อยถึงมืดสนิท (ไม่มีไฟฟ้า) ลูกศรบอกทางไม่ค่อยมี ทางเดินวกวน เดี๋ยวปีนขึ้น เดี๋ยวปีนลง เดี๋ยวต้องทำตัวลีบๆ ลอดช่องแคบๆ ต้องระวังศรีษะจะชนหินย้อย เท้าจะสะดุดหินงอก เดินไม่ระวังอาจพลัดกลิ้งตกลงไปในแอ่ง หรือหลุมได้ เดินไปเดินมาอาจหลง หาทางไป และทางออกไม่เจอ เพื่อป้องกันปัญหานี้ นักเที่ยวถ้ำสามารถใช้บริการคนนำทางหน้าปากถ้ำได้

img_1019

ถ้ำปูคำซ่อนตัวอยู่ในภูผาเบื้องหน้า

ฝูงปลาแหวกว่ายไปมาในธารน้ำใส หน้าถ้ำปูคำ

ฝูงปลาแหวกว่ายในธารน้ำใส หน้าถ้ำปูคำ

หลังจากเดินสำรวจ และเดินหลงในถ้ำ 2-3 รอบ ประเมินคร่าวๆ จากสายตา (และในความมืด) ได้ว่า ถ้ำปูคำสวยพอประมาณ นอกจากหินงอก หินย้อยในถ้ำแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นักเที่ยวถ้ำอยากจะมาดู (หรือเปล่า) คือ “ปูคำ” สิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้ แต่วันนี้ สงสัย “ปูคำ” จะเล่นตัว ไม่ยอมออกมาให้ยลโฉม … หลังจากโผล่พ้นปากถ้ำออกมานั่งพักเหนื่อยสักครู่ใหญ่ ก็สมควรแก่เวลาปีนลงมายังพื้นราบ … หน้าถ้ำมีลานกว้างให้นั่งตากแดด ผึ่งลม ดูนักท่องเที่ยวแหวกว่ายไปมาท่ามกลางฝูงปลาในธารน้ำใส สีมรกตสวย … บ่ายแก่ๆ ปั่นเสือภูเขาย้อนกลับทางเดิม พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ยังมีเวลาแวะผาแดง … ปีนเขา (อีกแล้วหรือ) ขึ้นไปดูตัวเมืองวังเวียงยามเย็น

img_1024

ผาแดง

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง

บรรยายกาศยามนี้ เงียบสงัด ประหนึ่งกาลเวลาหยุดเคลื่อนไหว

ได้ยินเสียงนกร้อง เสียงลมพัด เสียงใบไม้

แล้วก็เสียงลมหายใจของตนเอง

แหงนหน้าดูผาแดงในระยะประชิด

ยิ่งใหญ่ และน่าเกรงขาม

แสงอาทิตย์กำลังจะบอกลาขอบฟ้า

รัตติกาลค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมเมืองในหุบเขา และสายน้ำ

ราตรีสวัสดิ์ “วังเวียง”

วังเวียง

สวัสดี วังเวียง

มาสปป. ลาวตั้งหลายครั้ง นั่งรถประจำทางเวียงจันทร์ – หลวงพระบาทก็หลายหน รถต้องแวะจอดวังเวียงทุกครั้ง แต่เท้าไม่เคยแตะพื้นดินวังเวียงสักที เพิ่งจะมีครั้งนี้ ที่ตั้งใจมาวังเวียงโดยเฉพาะ กะจะอยู่วังเวียงหลายวันหน่อย … วังเวียงที่ตาเห็น วังเวียงที่ใจได้สัมผัสจะต่างจากวังเวียงที่ได้อ่านในหนังสือ หรือได้ยินมามากน้อยแค่ไหน …

แรกสบตากับวังเวียง

แรกสบตากับวังเวียง

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง

————————————————————————————————————————————————

เขียนที่ Molina Guesthouse, วังเวียง

วันนี้ (30 พย. 51) ตื่นแต่เช้า เก็บสัมภาระเตรียมเดินทางไปสถานีต่อไป (วังเวียง) ออกจากเฮือนพัก เรียกรถจัมโบ้ รถตุ๊กๆ ไปคิวรถสายใต้ (เมืองหลวง) ซื้อปี้ (ตั๋ว) 95,000 กีบ ไปลงวังเวียง 9:40 น. คนขายปี้ เบิ่งปี้เรียบร้อย ก็ได้เวลารถบขส.ลาวแล่นออกจากคิวรถมุ่งไปทางทิศใต้สู่นครเวียงจันทร์ (แต่เราจะลงวังเวียง) … รถวิ่งไปได้สักพัก ก็หลับตานอนด้วยฤทธิ์ข้าวเหนียวหมูแดดเดียว โชเฟอร์ขับรถได้ใจมาก มาสไตล์หวานเย็นเช่นเคย คนใจร้อนอาจเข้าใจว่า โชเฟอร์คงขับถึงเวียงจันทร์ชาติหน้า แถมคุณพี่จอดรถถี่เหลือเกิน เดี๋ยวจอดให้ปลดทุกข์ จอดให้หยุดซื้อของ จอดรับ-ส่งผู้โดยสาร (อันนี้ไม่ว่ากัน) จอดรับเครื่อง (ของ) ไปส่ง แต่ก็ไม่ลืมจอดให้กินข้าวเที่ยงด้วย กว่าจะถึงวังเวียงก็เป็นเวลา 4 โมงเย็น (กว่าๆ) แล้ว แดดร่มลมตก อากาศกำลังดี รถแตะเบรคตรงคิวรถเก่า มีผู้โดยสาร (นักท่องเที่ยว) พร้อมใจกันลงวังเวียง 4 คน … 3 คนแรกมาเป็นทีม (ฝรั่ง) ลงรถปุ๊บ มุ่งตรงไปยังตัวเมืองวังเวียงโดยไม่รอช้า อีกหนึ่ง (คือเรา) ขอแวะร้านเฝอริมทาง ทักทายปราศัยกับแม่ค้า (คนสวย) ขอฝากสัมภาระ เพื่อความสะดวกในการค่อยๆ เดินหาเฮือนพัก (Guesthouse) ในฝัน …

img_1084

เฮือนพักโมลินา

เฮือนพักในฝันที่วังเวียง (ของเรา) ควรตั้งอยู่ริมน้ำซอง จะได้เห็นสายน้ำใสได้ทุกเวลา อีกด้านหนึ่งก็ต้องมองเห็นภูผาสูงชัน (จุดเด่นของวังเวียงอยู่ตรงสายน้ำ และภูเขา) มีบ่อเลี้ยงปลา ทุ่งนา และสวนเกษตรผสมผสาน เฮือนพักปลูกด้วยไม้ ยกพื้นสูง มีระเบียบรับลมยามบ่าย ผูกเปลญวนเอาไว้นอนเอกเขนก มีโต๊ะตั่งเอาไว้พาดขาแล้วนั่งอ่านหนังสือตอนเย็นๆ  … ที่นี่คือ โมลินา เกส์ทเฮาส์ (Molina Guesthouse) นั่นเอง


img_1086

อีกมุมหนึ่งของเฮือนพักโมลินา

ริมระเบียบห้อง, ยามเย็น

แรกสบตากับวังเวียง เธอคล้ายปายตรงที่มีสายน้ำใสเย็นไหลผ่าน มีสะพานไม้เชื่อมสองฟากฝั่งเข้าด้วยกัน และยังคล้ายกุ้ยหลินตรงที่มีภูเขาหินปูนโอบล้อมเอาไว้ ผาแดงยืนตระหง่านเป็นฉากหลังทางทิศตะวันตกของวังเวียง วันที่มาถึง วังเวียงต้อนรับนักเดินทางด้วยอากาศเย็นสบาย (แต่หนาวในเวลาเช้า และค่ำ) … วังเวียงเหมาะกับการปั่นรถถีบเที่ยว … ปั่นไปตามถนนฝุ่นดิน และหินลูกรัง แล้วก็เดินเล่นเลียบลำน้ำซอง (หรือจะเดินลุยน้ำก็ได้) สัมผัสกับธรรมชาติ และวิถีชีวิตคนวังเวียง …ภาพสาวน้อยกำลังเก็บไค (สาหร่าย) กลางลำน้ำ ชาวบ้านกำลังจับปลา ซักผ้า อาบน้ำ ล้างรถ ฯลฯ นี่คือวิถีชีวิตที่เห็นตลอด 5 วันที่วังเวียง …

วิถีชีวิตชาววังเวียง

วิถีชีวิตชาววังเวียง

จัดการเรื่องเฮืือนพักเรียบร้อย เดินข้ามสะพานไม้ กลับไปเอาสัมภาระที่ฝากแม่ค้า (คนสวย) ไว้ที่เฮือน เย็นๆ แบบนี้ เหมาะกับการเช่ารถถีบปั่นสำรวจตัวเมือง เช่ารถถีบไว้ 2 มื้อ (วัน) ก็เริ่มปั่นไปตามถนน ซอกเล็ก ซอยน้อย ปั่นไม่นานเท่าไร ก็ปั่นทั่วเขตตัวเมืองวังเวียง … เริ่มซ้ำเส้นทางเดิม สิ่งที่สังเกตเห็นตั้งแต่แรกถึงวังเวียง คือ ที่นี่มีรถเข็นขายโรตี (แต่เรียกว่า แพนเค็ก) และนักท่องเที่ยวฝรั่งเยอะมาก (ดงฝรั่ง) เดินไปทางไหน มองไปมุมไหน ไม่เห็นรถเข็นโรตี ก็ต้องเห็นฝรั่ง วังเวียงทุกวันนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องโลกแบกเป้จำนวนมาก ร้านค้า ร้านเน็ต ร้านนวด ฯลฯ โดยเฉพาะร้านอาหารกึ่งบาร์ (ที่ต้องคู่กับเพลงเสียงดังๆ) เปิดเอาใจลูกค้าจำนวนมาก (ตกลงจะมาเที่ยว หรือมานอนดู TVกันแน่) วังเวียงวันนี้เรียกได้ว่าน้องๆ พัทยา + ข้าวสาร ได้เลย … คนนอกเข้ามาเยอะ สิ่งแปลกปลอมก็แยะเป็นธรรมดา … ผลพ่วงที่มากับการท่องเที่ยวถ้าเกินพอดีก็กลายเป็นความแปลกแยก แปลกปลอม ผิดที่ผิดทาง เหมือนคนต่างถิ่น (ซึ่งมาอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วัน) เป็นผู้ทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนท้องถิ่นผิดเพี้ยนไป (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) อย่างภาพนักท่องเที่ยวฝรั่ง (บางคน) นุ่งบิกินี่เดินว่อนไปตามตัวเมือง ทั้งที่อากาศก็หนาวซะขนาด …

————————————————————————————————————————————————

คลื่นความเหงา และคลื่นความหนาวค่อยๆ แผ่ขยายห่อหุ้มจิตใจ และปกคลุมทั่วเมืองวังเวียง … เดินข้ามสะพานกลับเฮือนพัก พร้อมอาหารมื้อเย็น (โรตี และ BBQ) … ราตรีนี้ตั้งใจเอนกายบนเปลญวน นอนดูท้องฟ้ายามค่ำ ฟังเสียงสายน้ำซองไหลเงียบๆ แต่ไม่นานเท่าไร ความเงียบกลับถูกทำลายด้วยเสียงเพลงจากบาร์กลางแจ้งฝั่งตัวเืมืองที่แผดร้องดังมาถึงฝั่งตรงข้าม (นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความแปลกแยกของคนต่างถิ่น) … ราตรีสวัสดิ์

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.