Archive

Posts Tagged ‘ลาว’

คือคนในความทรงจำ@เมืองหลวง(พระบาง)

มิถุนายน 17, 2010 1 comment

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

ดูทั้งอัลบั้ม => คือคนในความทรงจำ@เมืองหลวง (พระบาง)

นั่งมองภาพถ่ายผู้คน@เมืองหลวง (พระบาง) คราใด ความทรงจำงดงามเก่าๆ ก็กลับฟื้นขึ้นมาโลดแล่นมีชีวิตชีวาอีกครั้ง กลับจากเที่ยวเมืองหลวงแต่ละครั้ง นอกจากเก็บภาพถ่ายสวยๆ ติดมือกลับมาแล้ว ยังหอบเอาของฝากเป็นความประทับใจ มิตรไมตรี น้ำใจแสนงามของคนเมืองหลวงเต็มสองกระเป๋ากลับมาด้วย … เมืองหลวง (พระบาง) มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด

 
 

บุญเลี้ยง หนุ่มอารมณ์ดีแห่งร้านลาฮา

บุญเลี้ยงหนุ่มหล่อ ยิ้มเก่ง อัธยาศัยงาม พนักงานขายฝ้ายมัดย้อม ร้านลาฮา

ยังมีคุณยาย(เผ่า)แม้ว  นั่งเย็บกระเป๋าผ้าที่ตลาดมืด

หลานจอห์นนี่  สงสัยตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว

แสงเพ็ชร หนุ่มจากแขวงบ่อแก้วมาเรียนหนังสือที่เมืองหลวง และทำงานอาสาสมัครขอรับบริจาคเงินพิมพ์หนังสือให้เด็กลาวมีหนังสือดีๆ อ่าน (เราก็ร่วมบริจาคด้วย)

พระ (หรือสามเณร ???) แสงเพ็ชร ประทับใจในความใจดีของท่านที่ให้เราเข้าไปชมอุโบสถวัดฟรีๆ (ไม่ต้องเสียค่าปี้)

น้องๆ ที่ตลาดมืด และเชิงพระธาตุพูสี ชวนคุย และชวนกินเบียร์ลาวประจำ (หุ หุ)

เวียงชัย อุ่น และวอนแห่งร้านกบน้อย  เด็กหนุ่มสาวจากพงสาลี มาทำงานไกลถึงเมืองหลวง

ทองวิน  รู้จักกันที่วัดแห่งหนึ่ง ทองวินทำงานส่งหนังสือพิมพ์ และเรียนหนังสือไปด้วย

และสามเณรที่ตาดกวางสี ฯลฯ

เวียงจันทร์

มิถุนายน 16, 2010 1 comment

อ่านบทความแรก => ทริปแบกเป้เที่ยวแชงกรีล่า-ลี่เจียง-สิบสองปันนา-ลาว

เรื่องเล่าทริปเดินทางจากแชงกรีล่าถึงลาวยังไม่จบ (สนิท) ถ้าไม่ได้เขียนถึงเวียงจันทร์ เมืองหลวงปัจจุบันของสปป.ลาว

หลังจากบอกลาวังเวียงกับค่ำคืนสุดท้ายด้วยการยืนคุยกับลุงเพ็ดเจ้าของ Guest house ข้างๆ กองไฟใต้แสงจันทร์กว่าค่อนคืน … 7 โมงเช้าวันรุ่ง ตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ริมระเบียบเฮือนพัก บรรยากาศโดยรอบอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกราตรี ไกลออกไปอีกนิด เห็นเด็กนักเรียนกำลังเดินลัดเลาะเลียบริมน้ำซอง ฝั่งตรงข้าม เห็นเรือหางยาวลอยลำเหนือลำน้ำกำลังถูกขัดสีฉวีวรรณ เตรียมรับนักท่องเที่ยวล่องแม่น้ำยามเช้า

ยืนบิดขี้เกียจให้แดดอุ่นๆ ยามเช้าไล้เลียอยู่สักพัก (ใหญ่) จึงหลบเข้าเฮือน อาบน้ำ แต่งตัว ยัดของใส่เป้ โบกมือลาลุงเพ็ด (พร้อมขอเบอร์โทร. เผื่อคราวหน้าจะมาเยือนใหม่) มุ่งหน้าไปฝั่งตัวเมือง เดินข้ามสะพานไม้ เจอคนรู้จักคุ้นเคย (เพราะอยู่มาหลายวัน) อย่างคุณป้าขายเฝอหน้าร้านนวดแผนโบราณที่ฝากท้องอยู่หลายมื้อ เลยบอกลา (ด้วยความอาลัยนิดๆ) ตามธรรมเนียม เดินตัดข้ามสนามบินเก่าตรงไปยังร้านขายเฝอของแม่ค้าคนสวยที่เจอกันวันแรก แม่ค้า (นอกจากจะสวยแล้ว) ยังดีใจหาย ช่วยเป็นธุระเรียกรถประจำทางไปเวียงจันทร์ให้ด้วย

เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถประจำทางแท้ๆ ร่วมกับผู้โดยสารที่เป็นคน (ลาว) ท้องถิ่น แถมปลอดนักท่องเที่ยวด้วย ค่าปี้โดยสารที่ถูกมากจนน่าตกใจ (แอบนึกในใจ ทำไมถูกแบบงี้ว่ะ) แถมได้รับ “ความอบอุ่น” มาอีกเข่งใหญ่ๆ ทั้งจากผู้โดยสารแน่นคันรถ สัมภาระร้อยแปดเต็มหลังคา และพื้นรถ (จนหาที่นั่ง และที่ว่างไม่ได้) พอก้าวเท้าขึ้นรถ สายตาแทบทุกคู่พุ่งตรงมายังผู้โดยสารแปลกหน้า (หุ หุ) เดินเข้าไปจนถึงที่นั่งแถวท้ายสุด ได้ที่นั่ง เพราะความมีน้ำใจของ 2 สาวน้อยใจดีที่ขยับที่ให้นั่งเบียดๆ กัน น้องสาวทั้งสองเหมือนคนไทยมาก (สงสัยไปเมืองไทยบ่อย) ใส่เสื้อยืด นุ่งยีนส์ โกรกผมสีทอง ร้องเพลงไทย (ให้ฟัง) รู้จักนักร้อง และเพลงไทยมากกว่าเราอีก

ระหว่างนั่งรถหวานเย็นสไตล์ลาวคันนี้ (วิ่งจากเมืองกาสีกับเวียงจันทร์) ร่วม 4 ชั่วโมง รถวิ่งไปเรื่อยๆ สลับกับหยุดรับส่งผู้โดยสารตลอดทาง น้องสาวทั้งสองชวนคุย ชวนร้องเพลง (แต่เราดันร้องไม่เป็น) สลับกับการดื่มด่ำธรรมชาติสองข้างทางไปด้วย ตลอดเส้นทางที่รถวิ่งผ่าน ภาพความงามอันบริสุทธิ์ของลาวค่อยๆ  โคลสอัพเข้ามา แล้วก็ค่อยๆ เฟดจางหายไป ธรรมชาติที่นี่ ภูเขาเป็นภูเขา แม่น้ำเป็นแม่น้ำ ท้องฟ้าเป็นท้องฟ้า ทุ่งหญ้าเป็นทุ่งหญ้า ท้องนาเป็นท้องนา ทุกองค์ประกอบอยู่ถูกที่ ถูกเวลา แม้แต่ผู้คนก็ยังเป็นผู้คน สิ่งแปลกปลอมน้อยมาก

รถวิ่งเข้าเขตเวียงจันทร์ในเวลาที่พระอาทิตย์ตรงหัวพอดี สองสาวน้อยลงรถที่บ้านนาทรายทอง เราบอกลากัน  และหวังว่าจะได้เจอกันอีก หนึ่งชั่วโมงถัดมา (ไวเหมือนโกหก) รถคันเดียวกันนี้พาผู้โดยสารถึงท่ารถตลาดเช้า เราลงรถด้วยความงงๆ เดินเลาะเลียบไปยังถนนริมฝั่งโขง หาเฮือนพักขาประจำ ที่นี่ยังเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนพนักงานใหม่ทุกครั้งที่มา

เวียงจันทร์กำลังเปลี่ยน ตึกใหม่ๆ สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ มีให้เห็นทุกครั้งที่มา รถยนต์ รถจักรเยอะขึ้น มาคราวนี้ ได้เช่ารถถีบไปนอกเมือง เราถีบไปไกลจนถึงท่ารถสายใต้ ตั้งใจมาหาข้อมูลเที่ยวรถ + ค่าปี้ไปสะหวันนาเขต จำปาสัก ปากเซ (ที่นี่มีเที่ยวรถไปเว้ ฮานอยด้วย) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะดันตกหลุมรักเวียงจันทร์ (เช่นทุกครั้ง) เลยขออยู่ต่ออีก 2-3 วัน

เวียงจันทร์น่ารักตรงความเป็นเมืองที่เงียบสงบ เรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด ซื่อๆ (ถึงแม้เธอกำลังจะเปลี่ยน) และที่สำคัญ คือความมีน้ำใจของคนที่นี่ … รถถีบที่เช่าค่อนข้างพิกลพิการ โซ่หลุดบ่อยเป็นระยะๆ จนน่าเป็นห่วง (ว่าจะได้ถีบ หรือต้องเข็นกันแน่) แล้วโซ่ก็มาหลุดที่หน้าป้ายรถเมล์ ท่ารถสายใต้ ระหว่างกำลังหันรีหันขวางว่าจะทำไงดี หนุ่มขับรถตุ๊กๆ ก็เดินเข้ามาถามว่า “รถเป็นอะไร” พอเห็นสภาพรถ

“ต้องถอดฝาครอบออกก่อน ค่อยใส่โซ่เข้าไปใหม่” หนุ่มเอ่ยขึ้น

“ไม่มีไขควงนะ” เราตอบ

หนุ่มเดินกลับไปที่รถ สักครู่ เดินกลับมาพร้อมไขควง จัดการไขสกรูให้เรียบร้อย

ใส่โซ่กลับเข้าที่เรียบร้อย เราไม่ลืมที่จะขอบคุณ พร้อมรอยยิ้มตอบแทนความมีน้ำใจของหนุ่ม … เสน่ห์ของคนลาวทำให้เราอยากมาเยือน และตกหลุมรักทุกครั้งที่มา

ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนไปเช่นไร เราก็ยังรักเธอ … เวียงจันทร์ สปป.ลาว

สามเณร เหล่ากอแห่งสมณะ

พฤษภาคม 29, 2010 1 comment

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

เพิ่งวางหนังสือ National Geographic ฉบับเดือนมิถุนายน 53 ลงหลังจากอ่านบทความเรื่อง “ปอยส่างลอง” ประเพณีบวชลูกแก้วของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน และแม่ฮ่องสอนจบ พลันหวนนึกถึงสามเณรหลายๆ รูปที่เคยพบเจอเมื่อ 3-4 ปีก่อนคราวแบกเป้เที่ยวลาวเหนือ …

เส้นทางคดเคี้ยวของถนน R3A จากห้วยทรายไปหลวงน้ำทา พาดผ่านภูเขาที่เบื้องล่างเป็นหุบเหว และสายน้ำ ตัดผ่านหมู่บ้านบางช่วง สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสลับกับสวนมันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด และสวนยาง พื้นที่ลาวเหนือแถบนี้ คือ แขวงบ่อแก้วติดกับแขวงหลวงน้ำทาจะพบเห็นหมู่บ้านคนไตลื้อตั้งอยู่จำนวนมาก

คนไตลื้อนับถือพุทธศาสนา ดังนั้น ถ้าเห็นวัดพุทธที่ไหน (เดาได้ว่า) บริเวณนั้น น่าจะเป็นหมู่บ้านของคนไตลื้อ คนไตลื้อนิยมให้ลูกหลานบวชเณร หรือ “บวชลูกแก้ว” เหมือนกับคนไตลื้อทางเหนือของไทย ไปเยือนวัดหลายๆ แห่งของที่นี่ จะมีสามเณรมาทักทายพูดคุยด้วยเสมอ

ครั้งหนึ่งเรานั่งรถสองแถวจากเมืองน้ำทาในช่วงที่ถนน R3A กำลังก่อสร้าง ถนนกลายสภาพเป็นดินโคลน รถเคลื่อนตัวอย่างยากลำบาก บางช่วงต้องลงเดินเท้า ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงจึงถึงเวียงภูคาในสภาพสะบักสะบอม (ทั้งคนทั้งรถ)

สามเณรสีธน

เมื่อเข้าเขตเวียงภูคาจะสังเกตเห็นอุโบสถหลังหนึ่งบนเนินเขาขนาดย่อมแต่ไกล อุโบสถที่เห็นเปรียบเสมือนแลนด์มาร์คของเวียงภูคา เมืองเก่าอายุนับ 1,000 ปี แต่นักท่องเที่ยว (ส่วนใหญ่) มักจะผ่านเลย เราพาตัวเองไต่ขึ้นเนินอย่างเนิบช้าไปยังแลนด์มาร์คที่ว่า วัดแห่งนี้ มีเพียงอุโบสถ (สร้างขึ้นจากเงินบริจาค และจิตศรัทธาของชาวอเมริกันท่านหนึ่ง) กับกุฏิหนึ่งหลังเท่านั้น

วันนั้น เราได้พบกับ “สีธน” สามเณร ผู้ดูแล และเปิดประตูอุโบสถให้เราเข้าไปกราบพระประธาน วัดที่นี่ดูเงียบเหงา ไม่มีพระ มีแค่สามเณรเพียง 2 รูปเท่านั้น

สามเณรดี

เบื้องหน้าของเรา คือ เมืองลอง เมืองเล็กๆ แต่น่าอยู่ ธรรมชาติที่นี่ยังบริสุทธ์ และสงบงามยิ่งนัก เมืองลองมีสายน้ำ และภูเขาหินปูนเป็นฉากหลังสำคัญ ริมสายน้ำมีวัดตั้งอยู่ ภายในวัด นอกจากมีพระอุโบสถแล้ว ยังมีพระธาตุสีทองอร่ามตาอีกด้วย ที่นี่ เราได้รู้จักกับสามเณร  “ดี” สามเณรพี่ใหญ่ที่คอยดูแลเหล่าเณรน้อยวัยซุกซนทั้งหลาย

น้องไม้ - (ว่าที่) สามเณรแห่งเมืองเซียงก๊ก

ถัดจากเมืองลอง เรามุ่งหน้าสู่เมืองเซียงก๊ก เมืองชายแดนสุดท้าย มีแม่น้ำโขงกั้นกลางเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างพม่า และลาว ที่นี่ เราได้รู้จักกับน้องไม้ (ว่าที่) สามเณร และผองเพื่อนวัยซุกซนที่กำลังเตรียมบวชลูกแก้วในช่วงเดือนมีนา – เมษาที่กำลังจะมาถึง วันที่เจอกัน น้องไม้ และเพื่อนๆ กำลังวิ่งเล่นส่งเสียงดังไปทั่วอุโบสถ แต่พอถึงเวลา ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตัวเอง เริ่มเก็บกวาดทำความสะอาดอุโบสถ บางคนหิ้วถังไปตักน้ำมาเช็คพื้น หลังทำความสะอาดเสร็จก็เริ่มท่องบทสวดที่จะต้องสวดในพิธีบรรพชาเป็นสามเณร หรือ “บวชลูกแก้ว” ที่ใกล้เข้ามาทุกวัน …

สามเณร ที่ไหนๆ ก็ไม่ต่างกัน ไม่ต่างกันตรงความเป็นเด็ก ไร้เดียงสา ใสสะอาด และซุกซน ไม่ว่าจะเป็นสามเณรในไทย พม่า สิบสองปันนา หรือลาว

ดูรูปเพิ่มเติม => Many faces คือคนในความทรงจำ

ทองฮักและสุขสัน

กันยายน 20, 2009 1 comment
ทองฮัก - หนุ่มน้อยแห่งหลวงน้ำทา

ทองฮัก - หนุ่มน้อยแห่งหลวงน้ำทา

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

“มาเที่ยวหรือ” เที่ยงวันหนึ่ง ระหว่างเดินทอดน่องกลางแดดหนาวในตัวเมืองน้ำทา แว่วเสียงๆ หนึ่งถามขึ้น เจ้าของคำถามไม่รอให้ผู้เขียนเอ่ยตอบ แนะนำตัวต่อว่าชื่อ “ทองฮัก

ทองฮักเรียนอยู่โรงเรียนที่เราเพิ่งเดินผ่านมาหมาดๆ กำลังจะเดินกลับบ้านช่วงพักเที่ยง

ทองฮัก หนุ่มน้อยชนเผ่าขมุ (กำมุ) แทนตัวเองว่า “หนู” ช่างพูดช่างคุย ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา เราเป็นฝ่ายฟังหนุ่มน้อยช่างจำนรรจาคนนี้ตลอดทาง ทองฮักเล่าว่า มีญาติอยู่ฝั่งไทย (ภาคเหนือ) ด้วย เคยข้ามโขงไปเยี่ยมญาติ แต่นานมาแล้ว … ถึงทางแยกไปบ้านน้ำดี หนุ่มน้อยโำพสต์ท่าให้ถ่ายรูปก่อนจากกัน

2 มื้อถัดมา รถถีบ (จักรยาน) นำเราไปถึงตาด (น้ำตก) เล็กๆ ที่ซุกตัวในหุบเขาแห่งหนึ่ง เลยบ้านทองดีของหนุ่มน้อยทองฮักพอถีบจักรยานเหนื่อย ตาดแห่งนี้รอต้อนรับเรา – นักท่องเที่ยวเ้พียงคนเดียวที่มาเยือนในบ่ายวันนั้น  นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญหล่อเลี้ยงผู้คนในหมู่บ้านต่างๆ ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ด้านล่างด้วย

เราพบกับ “สุขสัน” หนุ่มน้อยผู้พี่ของทองฮัก หลังจากเดินลงมาจากตาด สุขสันทำท่าเหมือนยืนรอใครสักคน พร้อมส่งยิ้มมาให้เราแต่ไกล (เพราะตรงนั้นไม่มีใครอีกแล้ว)

สุขสัน - หนุ่มผู้พี่แห่งหลวงน้ำทา

สุขสันพูดน้อย (กว่าทองฮัก) ยิ้มเก่ง แต่อารมณ์ดีพอๆ กัน เราเป็นฝ่ายทำลายความเงียบโดยเริ่มทักทายหนุ่มผู้พี่ก่อน สุขสันเป็นขมุ แถมเป็น (ญาติ) ผู้พี่ของทองฮักอีกด้วย มายืน (เตร่) แถวๆ นี้ ระหว่างรอทองฮักขึ้นภูไปตัดฟืน

สุขสันชวนเราไปเที่ยวบ้าน เราถามว่าไม่รอทองฮักหรือ หนุ่มผู้พี่ได้แต่ส่งยิ้มมาแทนคำตอบ (เป็นงั้นไป) สุขสันขี่มอเตอร์ไซด์นำทางจักรยานที่ (เรา) ถีบไปบนทางขรุขระด้วยความทุลักทุเล ถึงบ้านทองดี สุขสันนำชมหมู่บ้าน แถมเปิดบ้านของทองฮัก (ที่ตอนกลางวันไม่มีคนอยู่) ให้เราเบิ่งเป็นตัวอย่างว่าคนขมุกินอยู่หลับนอนอย่างไร …

ในสายลมหนาว ก่อนตะวันจะพลบ เมื่อความเงียบ และความมืดเข้าปกคลุมบ้านน้ำดี เรากล่าวคำขอบคุณ และบอกลาหนุ่มน้อยผู้พี่แห่งหลวงน้ำทา แสงจันทร์นำทางเราจากบ้านน้ำดีกลับเข้าตัวเมืองน้ำทาอีกครั้ง

ภูวิ

กันยายน 19, 2009 1 comment

ภูวิ เพื่อนม้งลาว

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

“คนไทย ?” ชายหนุ่มในรูปถามขึ้น ขณะมองดูหนังสือเดินทางที่ผู้เขียนเพิ่งรับจากเจ้าหน้าที่ด่าน ตม. เมืองบ่อหาน (磨憨) สิบสองปันนา หลังตรวจประทับตราเสร็จ เพื่อข้ามเขตแดนมายังบ่อเต็น สปป.ลาว หน้าตา และสำเนียงของชายหนุ่มบ่งบอกว่าไม่ใช่คนจีน หรือคนไทย แต่เป็นคนม้ง (แม้ว) ลาว

ชายหนุ่มชื่อ “ภูวิ” เพิ่งกลับจากเที่ยวค้างคืนที่เมืองล่า (勐腊) และกำลังจะกลับบ้านที่หลวงน้ำทา ชายหนุ่มกลัวผู้เขียนไม่เชื่อ เลยงัดบัตรประชาชนยืนยันความเป็นคนลาวให้เห็นชัดๆ เต็มสองลูกกะตา

ข้ามมาฝั่งลาวผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย ผู้เขียนกับภูวิแยกกันไปขึ้นรถโดยสาร ภูวิมากับรถตู้ระหว่างประเทศ (หลวงน้ำทา-เมืองล่า) ส่วนผู้เขียนนั่ง (และนอน) มาราธอนมาบนรถประจำทางระหว่างประเทศ (คุนหมิง-เวียงจันทร์) โดยมีปลายทางที่เมืองหลวง (พระบาง) ก่อนจากกัน ภูวิชวนไปเที่ยวบ้าน ผู้เขียนรับปาก (ถ้ามีโอกาส) จะไปเที่ยวบ้านตามคำชวนของเจ้าของ

2 ปีถัดมา โอกาสนั้นก็มาถึง … ผู้เขียนแวะเวียนไปเที่ยวเมืองเล็กๆ เงียบสงบอย่างหลวงน้ำทาบ่อยครั้ง เพิ่งจะมีครั้งนี้ที่ตั้งใจไป (ใช้ชีวิต) อยู่ที่นั่นนานเกือบครึ่งเดือน นานพอที่จะสังเกตเห็นความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลง และชีวิตผู้คน รวมทั้งได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากที่นั่นด้วย

แดดหนาวลมตกของบ่ายวันหนึ่ง ผู้เขียนเดินไปตามถนนลาดยางมุ่งสู่เมืองสิง ระยะทางไม่ถือว่าไกล เืกือบๆ 3 กิโลจากตัวเมืองน้ำทา มาเยือนครั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า … เดินถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน พลันสายตาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดสีดำ ยืนพิงรถจัก (มอเตอร์ไซด์) อยู่ไกลๆ เค้าหน้าคล้ายภูวิ เดินเข้าไปใกล้จนแน่ใจว่าใช่ เลยส่งยิ้มทักทายเพื่อนเก่าที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง

ภูวิเองก็คงไม่คาดคิดว่า จะได้เจอผู้เขียนอีกครั้ง เรายืนคุยทักทายกันสักครู่หนึ่ง ภูวิจึงชวนไปบ้าน (ที่ภูวิเรียกว่าเล้าไก่) … เจอกันครั้งนี้ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเพื่อนคนนี้ นอกจากหน้าตาที่ดูเหนื่อยล้า และคร่ำเคร่งขึ้น ยังสังเกตเห็นถึงความกังวล และครุ่นคิดแอบซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น

ภูวิพาเดินชมหมู่บ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติๆ กัน เห็นเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นในสนามโรงเรียน เดินลัดเลาะไปอีกสักพักก็ถึงบ้านของภูวิ พ่อแม่ และน้องอยู่กันพร้อมหน้า สภาพบ้านของภูวิ เป็นกระต๊อบเล็กๆ ปลูกติดกับพื้นดิน ฝาบ้านเป็นไม้สาน หลังคามุงด้วยใบหวาย ภายในแบ่งพื้นที่มุมหนึ่งเป็นครัว มีตู้ และฝากั้นแบ่งพื้นที่เป็นห้องนอนของแต่ละคน พื้นที่รอบบ้านปลูกต้นไม้ เล้าไก่ เล้าหมู และเพิงเก็บฟืน กับอุปกรณ์ต่างๆ

ได้พูดคุยกับภูวิครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ภาษาจีนของภูวิดีมากๆ ภูวิเล่าให้ฟ้งว่า ครอบครัวของภูวิเคยอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ชายแดนของสิบสองปันนา ทำให้มีโอกาสเรียนภาษาจีนอยู่ที่นั่นหลายปี หลังสงครามยุติ จึงย้ายกลับมาที่นี่ เลี้ยงชีพด้วยการทำนา และทำสวนยาง

เย็นนั้น ภูวิชวนกินข้าวเย็นที่บ้าน พ่อแม่ และน้องของภูวิอัธยาศัยดีมาก ถึงแม้มื้อค่ำนั้นจะเป็นอาหารธรรมดาๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น รอยยิ้ม และน้ำใจไมตรีของทุกคนที่หยิบยื่นให้

ก่อนจากกัน ภูวิพาไปเที่ยวบ้านญาติ ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซด์มาส่งผู้เขียนที่เฮือนพัก … เรากล่าวคำอำลากัน และหวังว่าวันหนึ่งจะได้พบกันอีก

วังเวียง (จบ)

4 ธันวาคม 51, ริมหาดน้ำซอง

ถ้าเปรียบสายน้ำ และภูผาที่วังเวียงเป็นภาพวาด วังเวียงก็เป็นภาพวาดที่มีชีวิต เคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง สายน้ำ ภูผา ท้องฟ้า และชีวิตล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้วังเวียงดูงดงาม และลงตัว ถ้าบินได้เหมือนนกบนท้องฟ้า แล้วมองลงมา ภาพที่สวยที่สุดภาพหนึ่งของวังเวียง คือ ภาพสายน้ำซองแยกเป็นสองสาย สายหนึ่งไหลเป็นโค้งน้ำสวยมุ่งไปทางใต้ อีกสายหนึ่งแยกเป็นลำน้ำเล็กๆ ไหลเอื่อยๆ เลียบเมืองทางตะวันออก ก่อนจะมาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่งบริเวณสะพานไม้ข้ามฟาก

โค้งน้ำสวย

โค้งน้ำสวย

ยามเย็นที่ตรงนี้ คึกคัก และมีชีวิตชีวา … แต่ละชีวิต (และไม่มีชีวิต) ต่างทำหน้าที่ของตน ฝูงวัวกำลังข้ามลำน้ำซอง เรือหางยาวแล่นทวนน้ำนำนักท่องเที่ยวเที่ยวชมทิวทัศน์สองฟากฝั่ง บ้างก็พายเรือกลับฝั่ง ชาวบ้านแจวเรือผ่านหน้าไปอย่างช้าๆ บ้างส่งยิ้ม และโบกมือทักทายกัน พระอาทิตย์กำลังจะบอกลาวังเวียง และผู้คน แสงสุดท้ายสะท้อนเหลี่ยมผา ก้อนเมฆ และสายน้ำ ท้องฟ้าเปลี่ยนจากเหลืองทองเป็นชมพูเจือฟ้า มองเห็นควันไฟที่ชาวบ้านก่อไว้รับไออุ่น ภูผาหินปูนทอดตัวยาวเป็นธรรมชาติปราการโอบล้อมเมืองไว้ … ขอเธอจงหลับตาลง แล้วฟังเสียงคีตแห่งสายน้ำ ขับกล่อมผู้คนไม่รู้กาล

พายเรื�กลับฝั่ง

พายเรือกลับฝั่ง

ค่ำแล้ว … คืนนี้บอกลาคืนสุดท้ายที่วังเวียง โดยการเดินเล่นรอบตัวเืมือง เดินนับจำนวนรถเข็นขายโรตีที่มีอยู่มากมายทุกถนน วันนี้พ่อค้าแม่ขายพร้อมใจออกมาขายโรตีถึง 23 ราย ก่อนจะหยุดที่รถเข็นของคุณน้าผมสีดอกเลา อุดหนุนโรตีของคุณน้าเหมือนทุกคืน เดินกลับเฮือนพัก ยืนคุยกับลุงเพชร ก่อนล้มตัวลงนอนในอ้อมกอดแห่งรัตติกาล

เรื่องเล่าที่วังเวียงจบลงตรงนี้ … ด้วยภาพ “พระจันทร์ยิ้มที่วังเวียง” และ “ภาพสุดท้ายที่วังเวียง”

พระจันทร์ยิ้มที่วังเวียง

พระจันทร์ยิ้มที่วังเวียง

พระจันทร์ยิ้มจริงๆ ด้วย

พระจันทร์ยิ้มจริงๆ ด้วย

ภาพสุดท้ายที่วังเวียง

ภาพสุดท้ายที่วังเวียง

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง
อ่าน => วังเวียง (ตอนแรก) และ วังเวียง (ต่อ)

ราตรีสวัสดิ์ :-) ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแบบพระจันทร์

วังเวียง (ต่อ)

2 ธันวาคม 51, วันชาติลาว

img_0953

นักท่องเที่ยวรอรถที่ขนส่งใหม่

วันนี้ปั่นรถถีบไปตลาดวังเวียง และคิวรถขนส่งใหม่ … ดูจากปริมาณฝุ่นที่เกาะตามตัวอาคาร บอกให้รู้ว่าบ่อน (สถานที่) ทั้งสองแห่ง เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ตลาดวังเวียงเช้านี้ค่อนไปทางเงียบเหงา ผู้คนบางตา สงสัยเป็นเพราะสายมากแล้ว หรือเป็นเพราะตลาดย้ายมาอยู่นอกเมืองไปหน่อย จะย่าง (เดิน) หรือปั่นรถถีบมาก็ต้องใช้เวลาพอสมควร คิวรถขนส่งดูเหงาๆ มีรถสองแถวจอดรอผู้โดยสารอยู่ 2-3 คัน กับรถ VIP รอเวลาเดินทางไปเวียงจันทร์ หลังจากเดินเตร่สำรวจรอบๆ คิวรถไปมาสักครู่ ก็ปั่นรถถีบกลับตัวเมือง ปั่นไปดูวัด โรงหมอ โรงเรียน … แดดเที่ยงๆ ที่ไหนๆ ก็ร้อนพอๆ กัน เลยเลี้ยวรถถีบเข้าไปหลบร้อนใต้ต้นไม้ในวัด … เพิ่งจะบ่ายโมงหน่อยๆ คิดไม่ออกว่าจะปั่นรถถีบไปไหนดี งั้นปั่นไปคืนเจ้าของร้านแล้วกัน

หลังจากโซ้ยอาหารมื้อเที่ยง (เฝอ + ส้มตำ + ข้าวจี่) เสร็จเรียบร้อย เวลาครึ่งบ่ายที่เหลือหมดไปกับการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต … นั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับสะหวันนะเขต และจำปาสัก และคุยกับ “น้อย” น้องคนดูแลร้านเน็ตไปด้วย (น้อยเป็นคนเวียงจันทร์ เพิ่งมาเฮ็ดเวียก (ทำงาน) ที่วังเวียงได้ 3 เดือน) น้อยแนะนำให้ไปเที่ยวชมถ้ำในวังเวียง … ออกจากร้านเน็ต ย่างกลับเฮือนพัก เจอลุงเพชร (เจ้าของเฮือนพัก) นั่งสูบบุหรี่อยู่

“คืนนี้ ค่อยคุยกันนะลุง ตอนนี้จะไปเดินเล่นหมู่บ้านข้างหลัง (ทางไปถ้ำปูคำ) ก่อน”

ตะวันคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ หมู่บ้านข้างหลังมีเฮือนพักรับนักท่องเที่ยวอยู่ 2-3 แห่งเท่านั้น ที่เหลือเป็นเฮือนของชาวบ้าน ปลูกเรียงรายสองข้างทาง เดินไปตามถนนไม่ไกลนัก ก็เจอกับไร่นา และสวนผัก มองเห็นผาแดงยืนตระหง่านกลางทุ่งนาอยู่ไกลๆ ระยะทางไปผาแดง และถ้ำปูคำไม่ไกลเกินกว่าที่จะปั่นรถถีบถึง … เพราะฉะนั้น มื้ออื่น (พรุ่งนี้) จะไปเยือนผาแดง และเที่ยวถ้ำ ส่วนตอนนี้ และอากาศยามเย็นแบบนี้เหมาะกับการเดินเล่นทวนสายน้ำไปนั่งเล่นริมหาด

ริมหาดน้ำซอง เจอสองเด็กน้อยกำลังจับลูกดวน (ลูกอ๊อด)

img_0930

ลูกดวนในลำน้ำซอง

“จับไปทำอะไร”

“เอาไปเลี้ยง โตแล้วค่อยเอามาปล่อย”

“พ่อมาจากไหน” (เด็กเรียกเราว่าพ่อ)

“มาจากปลายน้ำ ฟากโน้น” (ตอบกวนเด็กอีก)

“งั้นพ่อช่วยจับ”

“ทำไมใจดี ที่บ้านรวยเปล่า”

(นึกฉงนกับคำถามเด็ก)

“ใจดีกับรวย ไม่เกี่ยวกันนะหนู คนไม่รวยก็เป็นคนใจดีได้ คนรวยก็อาจจะไม่ใจดีก็ได้”

จับลูกดวนกับเด็กๆ ร่วมครึ่งชั่วโมง ก็ได้เวลากลับเข้าเมืองหาของกิน

“พ่อมีเงินไหม ขอเงินได้เปล่า” เจอมุขเดิมๆ ของเด็กอีกแล้ว

“ไม่มี … หนูจะขอเงินจากคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ได้นะ”

ไม่รู้ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน ใครสอนให้ขอเงินนักท่องเที่ยวก็ไม่รู้ เจอคำถามแบบนี้บ่อยๆ หลายช่วงของการเดินทาง แต่ก็ไม่รู้สึกแย่ หรือเสียความรู้สึกอะไร (โลกยังมีอะไรที่แย่กว่านี้เยอะ)

จัดการอาหารมื้อเย็นเรียบร้อย เดินไปหา “น้อย” ขอยืมแผนที่ไปถ้ำปูคำ

น้อยบอก “เอาไปเลย ไม่ต้องคืน”

ขอบใจในความใจดี และมิตรไมตรีที่มีให้กัน

3 ธันวาคม 51

อรุณสวัสดิ์ “วังเวียง” เช้านี้ตื่นนอนตามปกติ เดินข้ามสะพานไม้ไปฝั่งตัวเมือง มองหาร้านเช่าจักรยานเสือภูเขาราคาถูกๆ วันนี้จะขี่เสือไปเที่ยวถ้ำ และผาแดง จัดการเสบียง และน้ำดื่มเรียบร้อย เข็นจักรยานข้ามสะพานย้อนเส้นทางเดิม … ปั่นเสือภูเขาไปเรื่อยๆ สองข้างทางไปถ้ำปูคำเป็นหมู่บ้านคนลาวลุ่ม คนเวียด และคนม้งสลับกับทุ่งนา แปลงผัก มีภูผาหินปูนเป็นฉากหลัง ประมาณ 6 กม. จึงจะถึงจุดหมาย ขณะหยุดดูป้ายบอกทางเทียบกับแผนที่ เจอเพื่อนร่วมทาง ปั่นจักรยานตามมาอีกหนึ่ง

“มาจากไหน”

“สิงคโปร์”

“หนี ห่าว”

(บทสนทนาที่เหลือ สื่อสารกันด้วยภาษาจีนกลาง)

เด็กม้ง

เด็กม้ง

ระหว่างทาง เจอธารน้ำใส และแดดสวย เห็นเด็กม้งกำลังเล่นน้ำอยู่ในลำธาร เลยแวะทักทาย เล่นน้ำกับเด็ก

“วันนี้ไม่ไปโรงเรียนหรือ”

“….”

“ชื่ออะไร”

“….”

“บ้านอยู่ไหน”

เด็กชี้ไปทางด้านหลัง

(ก็เข้าใจคำถามนี่ นึกว่าพูดไม่ได้ มาทราบภายหลังว่าเด็กม้งที่ยังไม่เข้าโรงเรียน ส่วนใหญ่ยังพูดภาษาลาวไม่ได้ รวมถึงภาษาไทยด้วย)

“ถ่ายรูปไหม”

เด็กพยักหน้า

“ยิ้มหน่อย”

แชะๆๆๆ

ถ่ายรูปเสร็จ เตรียมปั่นจักรยานไปต่อ เด็กแบมือขออะไรสักอย่าง เลยหยิบขนมส่งให้ นี่ขนาดพูดไม่ได้ ยังขอขนมเป็นด้วย

“ถ้ำปูคำ” เป็นถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่บนภูผาสูงชัน การเที่ยวถ้ำแห่งนี้ต้องเริ่มจากการปีนป่ายภูเขาขึ้นไปทีละก้าว ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปอย่างช้าๆ และระมัดระวัง มิฉะนั้นอาจตกลงมาแข้งขาหักได้ คำเตือน “เด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา รวมทั้ง ผู้กลัวความสูง ควรหลีกเลี่ยงการปีนถ้ำปูคำ” และอย่าลืมพกไฟฉายเข้าไปด้วย เพราะภายในถ้ำแสงสว่างค่อนข้างน้อยถึงมืดสนิท (ไม่มีไฟฟ้า) ลูกศรบอกทางไม่ค่อยมี ทางเดินวกวน เดี๋ยวปีนขึ้น เดี๋ยวปีนลง เดี๋ยวต้องทำตัวลีบๆ ลอดช่องแคบๆ ต้องระวังศรีษะจะชนหินย้อย เท้าจะสะดุดหินงอก เดินไม่ระวังอาจพลัดกลิ้งตกลงไปในแอ่ง หรือหลุมได้ เดินไปเดินมาอาจหลง หาทางไป และทางออกไม่เจอ เพื่อป้องกันปัญหานี้ นักเที่ยวถ้ำสามารถใช้บริการคนนำทางหน้าปากถ้ำได้

img_1019

ถ้ำปูคำซ่อนตัวอยู่ในภูผาเบื้องหน้า

ฝูงปลาแหวกว่ายไปมาในธารน้ำใส หน้าถ้ำปูคำ

ฝูงปลาแหวกว่ายในธารน้ำใส หน้าถ้ำปูคำ

หลังจากเดินสำรวจ และเดินหลงในถ้ำ 2-3 รอบ ประเมินคร่าวๆ จากสายตา (และในความมืด) ได้ว่า ถ้ำปูคำสวยพอประมาณ นอกจากหินงอก หินย้อยในถ้ำแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่นักเที่ยวถ้ำอยากจะมาดู (หรือเปล่า) คือ “ปูคำ” สิ่งมีชีวิตซึ่งเป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้ แต่วันนี้ สงสัย “ปูคำ” จะเล่นตัว ไม่ยอมออกมาให้ยลโฉม … หลังจากโผล่พ้นปากถ้ำออกมานั่งพักเหนื่อยสักครู่ใหญ่ ก็สมควรแก่เวลาปีนลงมายังพื้นราบ … หน้าถ้ำมีลานกว้างให้นั่งตากแดด ผึ่งลม ดูนักท่องเที่ยวแหวกว่ายไปมาท่ามกลางฝูงปลาในธารน้ำใส สีมรกตสวย … บ่ายแก่ๆ ปั่นเสือภูเขาย้อนกลับทางเดิม พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน ยังมีเวลาแวะผาแดง … ปีนเขา (อีกแล้วหรือ) ขึ้นไปดูตัวเมืองวังเวียงยามเย็น

img_1024

ผาแดง

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง

บรรยายกาศยามนี้ เงียบสงัด ประหนึ่งกาลเวลาหยุดเคลื่อนไหว

ได้ยินเสียงนกร้อง เสียงลมพัด เสียงใบไม้

แล้วก็เสียงลมหายใจของตนเอง

แหงนหน้าดูผาแดงในระยะประชิด

ยิ่งใหญ่ และน่าเกรงขาม

แสงอาทิตย์กำลังจะบอกลาขอบฟ้า

รัตติกาลค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมเมืองในหุบเขา และสายน้ำ

ราตรีสวัสดิ์ “วังเวียง”

วังเวียง

สวัสดี วังเวียง

มาสปป. ลาวตั้งหลายครั้ง นั่งรถประจำทางเวียงจันทร์ – หลวงพระบาทก็หลายหน รถต้องแวะจอดวังเวียงทุกครั้ง แต่เท้าไม่เคยแตะพื้นดินวังเวียงสักที เพิ่งจะมีครั้งนี้ ที่ตั้งใจมาวังเวียงโดยเฉพาะ กะจะอยู่วังเวียงหลายวันหน่อย … วังเวียงที่ตาเห็น วังเวียงที่ใจได้สัมผัสจะต่างจากวังเวียงที่ได้อ่านในหนังสือ หรือได้ยินมามากน้อยแค่ไหน …

แรกสบตากับวังเวียง

แรกสบตากับวังเวียง

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง

————————————————————————————————————————————————

เขียนที่ Molina Guesthouse, วังเวียง

วันนี้ (30 พย. 51) ตื่นแต่เช้า เก็บสัมภาระเตรียมเดินทางไปสถานีต่อไป (วังเวียง) ออกจากเฮือนพัก เรียกรถจัมโบ้ รถตุ๊กๆ ไปคิวรถสายใต้ (เมืองหลวง) ซื้อปี้ (ตั๋ว) 95,000 กีบ ไปลงวังเวียง 9:40 น. คนขายปี้ เบิ่งปี้เรียบร้อย ก็ได้เวลารถบขส.ลาวแล่นออกจากคิวรถมุ่งไปทางทิศใต้สู่นครเวียงจันทร์ (แต่เราจะลงวังเวียง) … รถวิ่งไปได้สักพัก ก็หลับตานอนด้วยฤทธิ์ข้าวเหนียวหมูแดดเดียว โชเฟอร์ขับรถได้ใจมาก มาสไตล์หวานเย็นเช่นเคย คนใจร้อนอาจเข้าใจว่า โชเฟอร์คงขับถึงเวียงจันทร์ชาติหน้า แถมคุณพี่จอดรถถี่เหลือเกิน เดี๋ยวจอดให้ปลดทุกข์ จอดให้หยุดซื้อของ จอดรับ-ส่งผู้โดยสาร (อันนี้ไม่ว่ากัน) จอดรับเครื่อง (ของ) ไปส่ง แต่ก็ไม่ลืมจอดให้กินข้าวเที่ยงด้วย กว่าจะถึงวังเวียงก็เป็นเวลา 4 โมงเย็น (กว่าๆ) แล้ว แดดร่มลมตก อากาศกำลังดี รถแตะเบรคตรงคิวรถเก่า มีผู้โดยสาร (นักท่องเที่ยว) พร้อมใจกันลงวังเวียง 4 คน … 3 คนแรกมาเป็นทีม (ฝรั่ง) ลงรถปุ๊บ มุ่งตรงไปยังตัวเมืองวังเวียงโดยไม่รอช้า อีกหนึ่ง (คือเรา) ขอแวะร้านเฝอริมทาง ทักทายปราศัยกับแม่ค้า (คนสวย) ขอฝากสัมภาระ เพื่อความสะดวกในการค่อยๆ เดินหาเฮือนพัก (Guesthouse) ในฝัน …

img_1084

เฮือนพักโมลินา

เฮือนพักในฝันที่วังเวียง (ของเรา) ควรตั้งอยู่ริมน้ำซอง จะได้เห็นสายน้ำใสได้ทุกเวลา อีกด้านหนึ่งก็ต้องมองเห็นภูผาสูงชัน (จุดเด่นของวังเวียงอยู่ตรงสายน้ำ และภูเขา) มีบ่อเลี้ยงปลา ทุ่งนา และสวนเกษตรผสมผสาน เฮือนพักปลูกด้วยไม้ ยกพื้นสูง มีระเบียบรับลมยามบ่าย ผูกเปลญวนเอาไว้นอนเอกเขนก มีโต๊ะตั่งเอาไว้พาดขาแล้วนั่งอ่านหนังสือตอนเย็นๆ  … ที่นี่คือ โมลินา เกส์ทเฮาส์ (Molina Guesthouse) นั่นเอง


img_1086

อีกมุมหนึ่งของเฮือนพักโมลินา

ริมระเบียบห้อง, ยามเย็น

แรกสบตากับวังเวียง เธอคล้ายปายตรงที่มีสายน้ำใสเย็นไหลผ่าน มีสะพานไม้เชื่อมสองฟากฝั่งเข้าด้วยกัน และยังคล้ายกุ้ยหลินตรงที่มีภูเขาหินปูนโอบล้อมเอาไว้ ผาแดงยืนตระหง่านเป็นฉากหลังทางทิศตะวันตกของวังเวียง วันที่มาถึง วังเวียงต้อนรับนักเดินทางด้วยอากาศเย็นสบาย (แต่หนาวในเวลาเช้า และค่ำ) … วังเวียงเหมาะกับการปั่นรถถีบเที่ยว … ปั่นไปตามถนนฝุ่นดิน และหินลูกรัง แล้วก็เดินเล่นเลียบลำน้ำซอง (หรือจะเดินลุยน้ำก็ได้) สัมผัสกับธรรมชาติ และวิถีชีวิตคนวังเวียง …ภาพสาวน้อยกำลังเก็บไค (สาหร่าย) กลางลำน้ำ ชาวบ้านกำลังจับปลา ซักผ้า อาบน้ำ ล้างรถ ฯลฯ นี่คือวิถีชีวิตที่เห็นตลอด 5 วันที่วังเวียง …

วิถีชีวิตชาววังเวียง

วิถีชีวิตชาววังเวียง

จัดการเรื่องเฮืือนพักเรียบร้อย เดินข้ามสะพานไม้ กลับไปเอาสัมภาระที่ฝากแม่ค้า (คนสวย) ไว้ที่เฮือน เย็นๆ แบบนี้ เหมาะกับการเช่ารถถีบปั่นสำรวจตัวเมือง เช่ารถถีบไว้ 2 มื้อ (วัน) ก็เริ่มปั่นไปตามถนน ซอกเล็ก ซอยน้อย ปั่นไม่นานเท่าไร ก็ปั่นทั่วเขตตัวเมืองวังเวียง … เริ่มซ้ำเส้นทางเดิม สิ่งที่สังเกตเห็นตั้งแต่แรกถึงวังเวียง คือ ที่นี่มีรถเข็นขายโรตี (แต่เรียกว่า แพนเค็ก) และนักท่องเที่ยวฝรั่งเยอะมาก (ดงฝรั่ง) เดินไปทางไหน มองไปมุมไหน ไม่เห็นรถเข็นโรตี ก็ต้องเห็นฝรั่ง วังเวียงทุกวันนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องโลกแบกเป้จำนวนมาก ร้านค้า ร้านเน็ต ร้านนวด ฯลฯ โดยเฉพาะร้านอาหารกึ่งบาร์ (ที่ต้องคู่กับเพลงเสียงดังๆ) เปิดเอาใจลูกค้าจำนวนมาก (ตกลงจะมาเที่ยว หรือมานอนดู TVกันแน่) วังเวียงวันนี้เรียกได้ว่าน้องๆ พัทยา + ข้าวสาร ได้เลย … คนนอกเข้ามาเยอะ สิ่งแปลกปลอมก็แยะเป็นธรรมดา … ผลพ่วงที่มากับการท่องเที่ยวถ้าเกินพอดีก็กลายเป็นความแปลกแยก แปลกปลอม ผิดที่ผิดทาง เหมือนคนต่างถิ่น (ซึ่งมาอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วัน) เป็นผู้ทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนท้องถิ่นผิดเพี้ยนไป (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) อย่างภาพนักท่องเที่ยวฝรั่ง (บางคน) นุ่งบิกินี่เดินว่อนไปตามตัวเมือง ทั้งที่อากาศก็หนาวซะขนาด …

————————————————————————————————————————————————

คลื่นความเหงา และคลื่นความหนาวค่อยๆ แผ่ขยายห่อหุ้มจิตใจ และปกคลุมทั่วเมืองวังเวียง … เดินข้ามสะพานกลับเฮือนพัก พร้อมอาหารมื้อเย็น (โรตี และ BBQ) … ราตรีนี้ตั้งใจเอนกายบนเปลญวน นอนดูท้องฟ้ายามค่ำ ฟังเสียงสายน้ำซองไหลเงียบๆ แต่ไม่นานเท่าไร ความเงียบกลับถูกทำลายด้วยเสียงเพลงจากบาร์กลางแจ้งฝั่งตัวเืมืองที่แผดร้องดังมาถึงฝั่งตรงข้าม (นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความแปลกแยกของคนต่างถิ่น) … ราตรีสวัสดิ์

หลวงพระบาง

เช้าแรกที่เมืองหลวง (พระบาง) เริ่มด้วยการขึ้นพระธาตุพูสี เดินขึ้นบันไดพระธาตุฯ แบบเอื่อยๆ ถึงจุดชมวิว 06.18น. บนพระธาตุฯ เจอนักท่องเที่ยวอยู่หนึ่ง และอีกหนึ่งเป็นน้องคนลาว “ศักดิ์” ขึ้นมาออกกำลังกายบนพระธาตุฯ … หน้าหนาว หมอกลงจัด เช้าๆ อย่างนี้ ยังมองไม่เห็นตัวเมืองหลวง ระหว่างรอพระอาทิตย์โผล่ออกมากลางม่านหมอก เลยชวน “ศักดิ์” คุยเรื่องเกี่ยวกับลาว เช่น เรื่องระบบการเมือง การศึกษา การทำงานของคนลาว ฯลฯ “ศักดิ์” เพิ่งจบมหาวิทยาลัยที่นี่ ตอนนี้ทำงานด้านโฆษณา และวางแผนจะเรียนต่อ (ถ้ามีโอกาส) … ศักดิ์เล่าว่า โดยทั่วไป เด็กลาวได้เรียนหนังสือฟรีถึงป.5 (มีค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายให้รัฐประมาณปีละ 500 บาท) แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ (อย่างเช่น “วง”) เพราะฐานะทางบ้านจนจริงๆ หรือไม่พ่อแม่ยังไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา เลยไม่ส่งลูกไปโรงเรียน … การเลือกเรียนสาขาอะไร หรือที่ไหนของคนลาวจะเกี่ยวข้องกับอาชีพที่จะทำ เช่น ถ้าจะรับราชการมักจะเลือกไปเรียนเวียดนาม เพราะระบบการเมืองการปกครองใกล้เคียงกัน แต้ถ้าจะประกอบธุรกิจ หรือค้าขายจะเลือกมาเรียนที่ไทย ฯลฯ นอกจากนั้น เรายังคุยถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของเมืองหลวงอีกด้วย

หลวงพระบางในม่านหมอก

9 โมงแล้ว แสงแดดสวยๆ สะท้อนภาพงามของเมืองในหุบเขา เมืองที่หลับใหลกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มองดูสายน้ำคานที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนชาวเมืองหลวง ไหลเอื่อยๆ ไปสบกับสายน้ำของ (น้ำโขง) … “ศักดิ์” ขอตัวกลับลงไปก่อน เรายังเก็บรูปอยู่พักใหญ่ ก่อนจะย้อนกลับลงบันไดด้านเดิม ลงมาถึงข้างล่าง แวะหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระบาง … เดินเล่นในตัวเมือง ผ่านตึกร้าน Laha นึกถึงเพื่อนคนลาวที่เคยขายสินค้าที่นี่ (เมื่อ 2 ปีก่อน) กลับมาครั้งหลังสุด (พ.ค. ปีนี้) ที่นี่มีพนักงานขายคนใหม่แล้ว …

เมืองหลวง(พระบาง)ยามเช้า

หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระบาง

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง

ตื่นนอนตอนบ่าย 4 โมง เดินไปตามถนนหลังพระธาตุพูสี ตั้งใจจะไปหาเพื่อนคนลาว เด็กส่งหนังสือพิมพ์ที่ส่งตัวเองเรียนหนังสือไปด้วย จำได้ว่าห้องแถวที่เพื่อนพักอยู่ ติดถนนใหญ่ ด้านหนึ่งเป็นซอย อีกด้านหนึ่งเป็นร้านขายของชำ ถึงหน้าห้องแถว ประตูปิด สงสัยเป็นวันหยุด เลยเดินไปถามคุณป้าห้องข้างๆ คุณป้าบอกว่า ตอนนี้ เด็กส่งหนังสือพิมพ์เปลี่ยนเป็นผู้หญิงแล้ว … มาเมืองหลวงคราวนี้ อะไรๆ ก็เปลี่ยน … งั้นเดินย้อนกลับทางเก่า ชมวัด ชมเมือง ชมร้านค้า เฮือนสวยๆ ในตัวเมืองเก่าแล้วกัน … แวะฝากท้องกับแม่ค้าขายเฝอขาประจำ ตรอกข้างตลาดมืด กินมื้อนี้เสร็จ มื้อดึกจะกลับมากินอีกรอบ (เฝอร้านนี้ มี แจ่ว (น้ำจิ้ม) สุกี้ให้ด้วย) จากนั้น ย้ายมาอุดหนุนคุณป้าขายข้าวเกรียบปากหม้อญวน กินไปก็เหลียวดูพ่อค้าแม่ขาย (ส่วนหลายเป็นคนม้ง) ชาวตลาดมืด เริ่มกางเต้นท์ ปูผ้า จัดวางสินค้า เตรียมเปิดกิจการขายของนักท่องเที่ยว เดินถึงหน้าหอพิพิธภัณฑ์ฯ ปีนขึ้นไปนั่งตรงเชิงบันไดพระธาตุพูสี (ที่ประจำ) ฝั่งตรงกันข้าม ยังไม่ทันหย่อนก้นลงนั่งดี พ่อค้าแม่ค้ารุ่นจิ๋ว กรูเข้ามาขายของที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวสนใจซื้อเท่าไร สินค้าที่เอามาขาย ก็ซื้อมาจากตลาดจีน (ทางไปคิวรถสายใต้) นั่นเอง อย่างสร้อยข้อมือ ตุ๊กตาแม้ว เลยแบ่งส้มให้กินกันคนละลูก แต่พ่อค้าแม่ค้ารุ่นจิ๋วก็ยังไม่ละความพยายาม ชวนให้ซื้อของไม่หยุด บทสนทนาก็คล้ายทุกครั้งที่มานั่งตรงนี้ (ฟังบ่อยจนจำได้) “บ้านอยู่ฟากตรงข้าม” “พ่อแม่ให้มาขายของ” ”มื้อนี้ยังขายไม่ได้เลย” “ช่วยซื้อหน่อยนะคุณพี่รูปหล่อ” ฯลฯ นั่งฟังไปเรื่อยๆ รอเวลาพระอาทิตย์ยามเย็นลับริมของ ไปเดินทอดน่องเลียบสายน้ำ ดูเฮือนเก่า บ้างก็เป็นเฮือนไม้ทั้งหลัง บ้างก็เป็นเฮือนไม้ผสมปูน ที่เรียกกันว่าบ้านสไตล์โคโลเนี่ยน บางหลังเจ้าของไม่สนใจดูแล ปล่อยให้เสื่อมโทรมไปตามสภาพ มีหลายหลังกำลังปรับปรุง หรือสร้างขึ้นใหม่ เตรียมเปิดเป็นร้านค้า เฮือนพักต้อนรับนักท่องเที่ยว … เดินจนฟ้ามืดค่ำ พระจันทร์ขึ้นมาทำหน้าที่แทนพระอาทิตย์ … เดินถึงหน้าโรงแรมสันติ เห็นโรงแรมปิดเงียบ เลิกกิจการแล้วหรือ ก่อนกลับเฮือนพัก ไม่ลืมซื้อโรตี (ของกินตอนเช้า) แวะกินเฝอรอบดึก ก่อนบอกลายามค่ำคืนที่เมืองหลวง … สถานีต่อไป วังเวียง

เมืองน้ำทา

ธันวาคม 2, 2008 ใส่ความเห็น

วันที่ 26 พ.ย. 51

วันที่สาม และวันสุดท้ายที่น้ำทา วันนี้ขี่จักรยานไปตามเส้น 3A สองข้างทางเป็นทุ่งนา และภูเขา อากาศดีมากๆ ขี่ไป ดูวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนน้ำทาไปด้วย ถนนเส้นนี้ ถ้าขี่ไปเรื่อยๆ ก็จะไปถึงชายแดนลาวด้านบ่อเต็นที่ติดกับจีนด้านบ่อหาน ก่อนจะตรงไปยังเมืองล่า และจิ่งหง (เชียงรุ่ง) สิบสองปันนา … เลี้ยวขวาไปตามถนนเลี่ยงเมือง (R3A) ที่เชื่อมเข้าด้วยกัน (เส้นนี้ตรงไปห้วยทราย) แวะดูชาวบ้านกำลังจับปลาในลำน้ำทา เจอคุณลุงคนหนึ่งเพิ่งกลับจากไปเอาน้ำดื่ม บ้านลุงปลูกอย่างง่ายๆ อยู่ริมถนน ลุงอยู่คนเดียวกับบ้านหลังน้อย (เทียบกับบ้านคนเมือง ก็คงประมาณพื้นที่ห้องน้ำห้องหนึ่งเท่านั้น) ยิ่งถ้าเทียบกับชีวิตคนเมืองแบบเราๆ ก็ต้องบอกว่า ลำบากทีเดียว โดยเฉพาะหน้าหนาวยามนี้ ไม่รู้ลุงมีผ้าห่มกันหนาว หรือต้องก่อกองไฟคลายหนาวทุกคืน …

ขี่จักรยานที่น้ำทาให้ความรู้สึกดีจริงๆ โดยเฉพาะช่วงที่จักรยานลงเนิน ถลาลม ลมเย็นๆ ปะทะหน้า เย็นสบาย แดดอ่อนๆ อุ่นๆ ยามบ่าย ปล่อยจักรยานให้ไหลลงเนิน พุ่งทะยานไปข้างหน้า เหมือนกำลังจะบินขึ้นไปลอยอยู่บนท้องฟ้าสีครามของน้ำทา

วันที่ 27 พ.ย. 51

วันนี้ตื่นแต่เช้า เตรียมออกเดินทางไปเมืองหลวง (พระบาง) อากาศยามเช้าตรู่ค่อนหนาว ระหว่างทางที่นั่งรถสองแถวมาที่บ่อนคิวรถ ผ่านทุ่งนา สนามบินน้ำทา เห็นเด็กนักเรียนปั่นจักรยานไปโรงเรียนเป็นกลุ่มๆ ส่งยิ้มทักทายกันตามธรรมเนียบ … รถประจำทางที่นั่งไปเมืองหลวงกว่าครึ่งเป็นนักท่องเที่ยว (หัวแดง) พี่นั่งคู่กับน้องคนลาว ชื่อ “วง” เป็นลาวเทิง จะกลับบ้านที่เมืองหลวง วงไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะที่บ้านจน (ไม่มีเงินเรียน) ได้ยินคำตอบแล้ว สะท้อนใจทุกที … รถแวะจอดอุดมไชย (อุดมไซย) ชวนวงกินข้าวเที่ยง วงปฏิเสธ เลยให้หมากฝรั่งไป 1 ชิ้น ระหว่างทางก็คุยไปสลับกับนอนหลับ ตื่นมาอีกทีก็เกือบถึงปากหม่องแล้ว (เดิมตั้งใจจะแวะเที่ยวปากหม่อง) รถแวะจอดส่งผู้โดยสาร เลยลงไปซื้อส้มกับแม่ค้า (คนสวย) พร้อมสอบถามที่เที่ยวในปากหม่อง (คราวหน้าเรามีนัดกันที่ปากหม่อง แน่นอน) ห้าโมงกว่า รถจอดส่งวงที่ทางเข้าหมู่บ้าน เราบอกลากัน ต่างฝ่ายต่างอวยพรให้โชคดี และหวังว่าจะได้เจอกันใหม่ … รถถึงคิวรถสายเหนือ 6 โมงกว่า (ตามสไตล์คนขับ คือไม่ทำเวลาเร็วกว่านี้) จากนั้นก็นั่งรถสองแถวไปหน้าตลาดมืด หาเฮือนพัก ได้เฮือนพักเจ้าเก่า “แสงเพชร”

ที่ตลาดมืด ได้รู้จักน้อง “แก้ว” (เพื่อนแสงเพชร น้องที่เคยรู้จัก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว) น้องอาสาสมัครที่มาช่วยงานขอรับบริจาคเงิน เพื่อจัดพิมพ์หนังสือให้เด็กลาว ตอนนี้ เห็นมีหนังสือออกมาหลายเล่มทีเดียว (บริจาคเงินคราวที่แล้ว ยังมีแต่หนังสือภาษาอังกฤษอยู่เลย) … แวะหาของกิน (เฝอ) ก่อนเข้านอน

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.