หลวงพระบาง
เช้าแรกที่เมืองหลวง (พระบาง) เริ่มด้วยการขึ้นพระธาตุพูสี เดินขึ้นบันไดพระธาตุฯ แบบเอื่อยๆ ถึงจุดชมวิว 06.18น. บนพระธาตุฯ เจอนักท่องเที่ยวอยู่หนึ่ง และอีกหนึ่งเป็นน้องคนลาว “ศักดิ์” ขึ้นมาออกกำลังกายบนพระธาตุฯ … หน้าหนาว หมอกลงจัด เช้าๆ อย่างนี้ ยังมองไม่เห็นตัวเมืองหลวง ระหว่างรอพระอาทิตย์โผล่ออกมากลางม่านหมอก เลยชวน “ศักดิ์” คุยเรื่องเกี่ยวกับลาว เช่น เรื่องระบบการเมือง การศึกษา การทำงานของคนลาว ฯลฯ “ศักดิ์” เพิ่งจบมหาวิทยาลัยที่นี่ ตอนนี้ทำงานด้านโฆษณา และวางแผนจะเรียนต่อ (ถ้ามีโอกาส) … ศักดิ์เล่าว่า โดยทั่วไป เด็กลาวได้เรียนหนังสือฟรีถึงป.5 (มีค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายให้รัฐประมาณปีละ 500 บาท) แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ (อย่างเช่น “วง”) เพราะฐานะทางบ้านจนจริงๆ หรือไม่พ่อแม่ยังไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา เลยไม่ส่งลูกไปโรงเรียน … การเลือกเรียนสาขาอะไร หรือที่ไหนของคนลาวจะเกี่ยวข้องกับอาชีพที่จะทำ เช่น ถ้าจะรับราชการมักจะเลือกไปเรียนเวียดนาม เพราะระบบการเมืองการปกครองใกล้เคียงกัน แต้ถ้าจะประกอบธุรกิจ หรือค้าขายจะเลือกมาเรียนที่ไทย ฯลฯ นอกจากนั้น เรายังคุยถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วของเมืองหลวงอีกด้วย

หลวงพระบางในม่านหมอก
9 โมงแล้ว แสงแดดสวยๆ สะท้อนภาพงามของเมืองในหุบเขา เมืองที่หลับใหลกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง มองดูสายน้ำคานที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนชาวเมืองหลวง ไหลเอื่อยๆ ไปสบกับสายน้ำของ (น้ำโขง) … “ศักดิ์” ขอตัวกลับลงไปก่อน เรายังเก็บรูปอยู่พักใหญ่ ก่อนจะย้อนกลับลงบันไดด้านเดิม ลงมาถึงข้างล่าง แวะหอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระบาง … เดินเล่นในตัวเมือง ผ่านตึกร้าน Laha นึกถึงเพื่อนคนลาวที่เคยขายสินค้าที่นี่ (เมื่อ 2 ปีก่อน) กลับมาครั้งหลังสุด (พ.ค. ปีนี้) ที่นี่มีพนักงานขายคนใหม่แล้ว …

เมืองหลวง(พระบาง)ยามเช้า

หอพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระบาง
ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง
ตื่นนอนตอนบ่าย 4 โมง เดินไปตามถนนหลังพระธาตุพูสี ตั้งใจจะไปหาเพื่อนคนลาว เด็กส่งหนังสือพิมพ์ที่ส่งตัวเองเรียนหนังสือไปด้วย จำได้ว่าห้องแถวที่เพื่อนพักอยู่ ติดถนนใหญ่ ด้านหนึ่งเป็นซอย อีกด้านหนึ่งเป็นร้านขายของชำ ถึงหน้าห้องแถว ประตูปิด สงสัยเป็นวันหยุด เลยเดินไปถามคุณป้าห้องข้างๆ คุณป้าบอกว่า ตอนนี้ เด็กส่งหนังสือพิมพ์เปลี่ยนเป็นผู้หญิงแล้ว … มาเมืองหลวงคราวนี้ อะไรๆ ก็เปลี่ยน … งั้นเดินย้อนกลับทางเก่า ชมวัด ชมเมือง ชมร้านค้า เฮือนสวยๆ ในตัวเมืองเก่าแล้วกัน … แวะฝากท้องกับแม่ค้าขายเฝอขาประจำ ตรอกข้างตลาดมืด กินมื้อนี้เสร็จ มื้อดึกจะกลับมากินอีกรอบ (เฝอร้านนี้ มี แจ่ว (น้ำจิ้ม) สุกี้ให้ด้วย) จากนั้น ย้ายมาอุดหนุนคุณป้าขายข้าวเกรียบปากหม้อญวน กินไปก็เหลียวดูพ่อค้าแม่ขาย (ส่วนหลายเป็นคนม้ง) ชาวตลาดมืด เริ่มกางเต้นท์ ปูผ้า จัดวางสินค้า เตรียมเปิดกิจการขายของนักท่องเที่ยว เดินถึงหน้าหอพิพิธภัณฑ์ฯ ปีนขึ้นไปนั่งตรงเชิงบันไดพระธาตุพูสี (ที่ประจำ) ฝั่งตรงกันข้าม ยังไม่ทันหย่อนก้นลงนั่งดี พ่อค้าแม่ค้ารุ่นจิ๋ว กรูเข้ามาขายของที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวสนใจซื้อเท่าไร สินค้าที่เอามาขาย ก็ซื้อมาจากตลาดจีน (ทางไปคิวรถสายใต้) นั่นเอง อย่างสร้อยข้อมือ ตุ๊กตาแม้ว เลยแบ่งส้มให้กินกันคนละลูก แต่พ่อค้าแม่ค้ารุ่นจิ๋วก็ยังไม่ละความพยายาม ชวนให้ซื้อของไม่หยุด บทสนทนาก็คล้ายทุกครั้งที่มานั่งตรงนี้ (ฟังบ่อยจนจำได้) “บ้านอยู่ฟากตรงข้าม” “พ่อแม่ให้มาขายของ” ”มื้อนี้ยังขายไม่ได้เลย” “ช่วยซื้อหน่อยนะคุณพี่รูปหล่อ” ฯลฯ นั่งฟังไปเรื่อยๆ รอเวลาพระอาทิตย์ยามเย็นลับริมของ ไปเดินทอดน่องเลียบสายน้ำ ดูเฮือนเก่า บ้างก็เป็นเฮือนไม้ทั้งหลัง บ้างก็เป็นเฮือนไม้ผสมปูน ที่เรียกกันว่าบ้านสไตล์โคโลเนี่ยน บางหลังเจ้าของไม่สนใจดูแล ปล่อยให้เสื่อมโทรมไปตามสภาพ มีหลายหลังกำลังปรับปรุง หรือสร้างขึ้นใหม่ เตรียมเปิดเป็นร้านค้า เฮือนพักต้อนรับนักท่องเที่ยว … เดินจนฟ้ามืดค่ำ พระจันทร์ขึ้นมาทำหน้าที่แทนพระอาทิตย์ … เดินถึงหน้าโรงแรมสันติ เห็นโรงแรมปิดเงียบ เลิกกิจการแล้วหรือ ก่อนกลับเฮือนพัก ไม่ลืมซื้อโรตี (ของกินตอนเช้า) แวะกินเฝอรอบดึก ก่อนบอกลายามค่ำคืนที่เมืองหลวง … สถานีต่อไป วังเวียง
ความเห็นล่าสุด