Archive

Posts Tagged ‘ชีวิต’

ลมหายใจที่นำเราไป

มิถุนายน 23, 2010 ใส่ความเห็น

สองเท้า - ลมหายใจที่นำเราไป

 

ลมหายใจที่นำเราไป

ลองหลับตา อยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติงสัก 5 นาที หยุดคำพูด ความคิด หยุดทุกสิ่ง เหลือไว้เพียงลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ลมหายใจที่นำเราไปทุกๆ ที่ที่เราเดินทางไป ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่ใดที่เราไปไม่ถึงด้วยลมหายใจของเรา ลมหายใจจะนำเราไปทุกหนแห่ง …

เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า ชีวิต คือการเดินทาง ทั้งในแง่การเรียนรู้ และจิตวิญญาณ นับแต่ลมหายใจแรกของชีวิตเริ่มต้นในครรภ์มารดา ชีวิตก็เริ่มต้นเดินทางใหม่อีกครั้ง เหมือนเด็กเริ่มหัดคลาน หัดเดิน หัดนับหนึ่งใหม่ หัดเรียนรู้กับบทเรียนที่ได้รับ เรียนรู้ที่จะสุข ทุกข์ให้เป็น เรียนรู้ที่จะดิ้นรน ต่อสู้ เรียนรู้ที่จะแพ้ ชนะ เรียนรู้ที่จะผิดหวัง สมหวัง เรียนรู้ที่จะรับ และให้ ฯลฯ

ลมหายใจยังอยู่กับเรา นับตั้งแต่ชีวิตเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เราอาจหลงลืมความรู้สึกของลมหายใจแรกแห่งชีวิต แต่กระนั้นก็ตาม ลมหายใจแห่งชีวิตยังอยู่กับเรา ลมหายใจยังคงนำทาง และนำเราไป

ข้าพเจ้ารักการเดินทาง ทั้งการเดินทางภายนอก และการเดินทางภายใน การเดินทางของชีวิตโดยลำพังคนเดียว ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ตัวตนที่แอบซ่อนอยู่ภายในใจ ได้เห็นความขลาดกลัว และความโง่เขลาของตนเอง

 

การเดินทางบนความโดดเดี่ยว

ทำให้ข้าพเจ้าแนบสนิทกับความเงียบเหงา

ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับใบหน้าแห่งความเปล่าเปลี่ยว

ทำให้ข้าพเจ้าพึงใจกับความสันโดษ

ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับความลำพังของชีวิต

 

นอกจากลมหายใจที่เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิตให้ก้าวเดินไป ลมหายใจยังมีความหมายมากกว่าแค่อากาศที่เราสูดเข้าไปหล่อเลี้ยงกายเนื้อเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่เราหายใจ เราได้นำเอาความรัก ความเมตตา ความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉาริษยา ความชัง ความหลง ฯลฯ หลอมรวมเข้าไปในลมหายใจที่เราสูดเข้าไป และปล่อยออกมาด้วย ลมหายใจเป็นสิ่งสวยงาม มีค่า มีความหมาย แต่บ่อยครั้งเรากลับหลงลืม และมองไม่เห็นค่าของลมหายใจ บางครั้งลมหายใจของเราก็เป็นพิษ คอยทิ่มแทงทำร้ายผู้อื่น แม้กระทั่งตัวเอง …

พูดถึงลมหายใจ และการเดินทาง นอกจากลมหายใจ (จริงๆ) ที่นำเราไปแล้ว

ข้าพเจ้ายังมีแสงจันทร์ และสองเท้าเป็นเพื่อนร่วมทาง สิ่งแรกเปรียบเสมือนเพื่อนยามเหงา คอยมองดู ปลอบประโลมในยามที่ข้าพเจ้าคิดถึงใครสักคน ในขณะที่สิ่งหลัง เปรียบเสมือนลมหายใจในการเดินทางของข้าพเจ้า ทุกหนแห่งที่ข้าพเจ้าเดินทางไปถึง ก็ด้วยสองเท้าที่ย่ำไป

แสงจันทร์ สองเท้า และข้าพเจ้าจึงเป็นเพื่อนร่วมทางของกันและกันเสมอ

(ยังมีต่อ)

ความจริงแห่งชีวิต

มิถุนายน 23, 2010 ใส่ความเห็น

วันพระอาทิตย์นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๖ มิ.ย. ๕๓ หาเวลาไปวัด สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ หรืออ่านหนังสือธรรมะ เก็บเอาคำสอนดีๆ มาใช้กับชีวิตก็จะดีไม่น้อย

วันนี้ เปิดไปเจอข้อความเก่าๆ ที่เก็บเอาไว้เกี่ยวกับ “ความจริงแห่งชีวิต” ของพระธรรมปิฎก ท่านกล่าวไว้ว่า “คนเรานี้มักจะหวังสุขจากสิ่งภายนอก แล้วบางทีก็ไม่เคยฉุกคิดว่า เราจะต้องมีเวลาอยู่เฉพาะกับตัวเอง สิ่งทั้งหลายนั้นจะไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดเวลา อย่างน้อยแม้ยังอยู่กับเรา มันก็ไม่สามารถเป็นไปตามใจปรารถนาของเราได้ตลอดไป ถ้าเราจะให้สิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามใจปรารถนาของเราแล้ว เราจึงจะมีความสุข นี่เราจะต้องมีแต่ความทุกข์ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายนั้นตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่ว่า มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน”

ข้อความข้างบท ตัดมาจากบทความ (บางส่วน) เรื่อง “ความจริงแห่งชีวิต” ท่านว่าไว้ตามข้างล่างนี้ ค่อยๆ อ่านไป พิจารณาไปครับ …

คนจำนวนมากไม่เคยมองถึงชีวิตของตัวเอง ไม่เคยมองถึงโลกนี้ที่เป็นสังขาร มองแต่เพียงว่าจะเอาความรู้ในกฎธรรมชาติของสิ่งต่างๆ มาใช้ประโยชน์สนองความต้องการของตนเท่านั้น แล้วก็วิ่งไปแล่นไป ทำไปๆ จนมีความรู้สึกเหมือนกับว่า เรานี้เป็นคนเก่งมีความสามารถมาก มนุษย์เราสามารถเอาชนะธรรมชาติได้

แต่พอหันกลับมาคิดได้อีกทีหนึ่งก็ปรากฎว่า ชีวิตของเราที่เป็นอย่างนั้น ได้กลายเป็นการตกเป็นทาสของสิ่งทั้งหลายมากมาย กลายเป็นว่าเอาชีวิตของเราไปฝากไว้กับสิ่งภายนอก ปล่อยให้สุขทุกข์ของเราขึ้นต่อภายนอกเป็นตัวกำหนด ไม่เป็นอิสระ วิ่งแล่นไปต่างๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะวิ่งแล่นไปทำไม แล้วชีวิตของเราคืออะไรกันแน่ ไม่เคยคิด ไม่เคยพิจารณา นี่ก็หมายความว่ายังไม่เข้าใจถึงกฎธรรมชาติอย่างแท้จริง คือธรรมชาติแห่งชีวิตของตนเองยังไม่รู้จักเลย

ความจริงนั้น กฎธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายภายนอกกับชีวิตของเรานี้ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญาอย่างแท้จริง ก็จะโน้มความเข้าใจนี้มาหาชีวิตของตนได้ จนกระทั่งรู้เท่าทันธรรมชาติ หรือธรรมดาแห่งชีวิตของตนเอง

พระพุทธศาสนานั้นท่านสอนให้เผชิญหน้ากับความจริง ให้ยอมรับความจริง ในที่สุดแล้วคนเราต้องอยู่กับความจริง หนีความจริงไม่พ้น ถ้าเราทำจิตใจของเราให้อยู่กับความจริงได้ตลอดเวลาแล้ว ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นก็จะไม่กระทบกระเทือนจิตใจของเรา แต่ถ้าเราไม่ยอมรับมัน ความจริงก็ต้องเกิดอยู่ดี และเพราะเราไม่ยอมรับมัน มันก็เลยกระทบกระเทือนตัวเรามาก ความทุกข์ก็เกิดขึ้นมามาก เรียกว่าเป็นความทุกข์สองชั้น คือทุกข์เพราะความดับที่ต้องเกิดต้องมี เป็นความจริงตามธรรมดาเมื่อถึงเวลานั้น แล้วยังทุกข์ด้วยหวาดผวาไหวหวั่นตลอดเวลา ก่อนที่ความจริงนั้นจะมาถึงอีกด้วย

สำหรับคนที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติที่โน้มเข้ามาสู่ชีวิตของตนเองได้แล้วอย่างนี้ เขาจะไปปฏิบัติตามธรรมชาติด้วยความรู้ในธรรมชาตินั้นก็ตาม หรือจะเอาความรู้ในธรรมชาติมาประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ก็ตาม ก็ทำไป แต่เขาจะรู้ของเขตที่เหมาะสมเพราะเขารู้ว่าชีวิตของคนเรา คืออะไร ความสุข ความทุกข์ และประโยชน์ที่แท้จริง คืออะไร อยู่ตรงไหน แค่ไหน ชีวิตของเราจะมีความพอดี รู้ว่าแค่ไหนชีวิตของคนเราจะอยู่เป็นสุขได้ ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับสิ่งภายนอกโดยสิ้นเชิง

คนเรานี้มักจะหวังสุขจากสิ่งภายนอก แล้วบางทีก็ไม่เคยฉุกคิดว่า เราจะต้องมีเวลาอยู่เฉพาะกับตัวเอง สิ่งทั้งหลายนั้นจะไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดเวลา อย่างน้อยแม้ยังอยู่กับเรา มันก็ไม่สามารถเป็นไปตามใจปรารถนาของเราได้ตลอดไป ถ้าเราจะให้สิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามใจปรารถนาของเราแล้ว เราจึงจะมีความสุข นี่เราจะต้องมีแต่ความทุกข์ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายนั้นตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่ว่า มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน

ให้พระคุ้มครองทุกท่านครับ

15,341 วันกับมหัศจรรย์แห่งชีวิต

พฤศจิกายน 24, 2009 ใส่ความเห็น

วันนี้ คือวันที่ข้าพเจ้าลืมตาตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นวันที่ 15,341 ของชีวิต

เป็น 15,341 วันของการเดินทางผ่านฤดูกาล วันเวลา การค้นหา เรียนรู้ ลองผิด–ลองถูก ผิดหวัง–สมหวัง กับประสบการณ์ต่างๆ ที่เป็นความมหัศจรรย์แห่งชีวิต

การเดินทางของชีวิต ไม่ต่างอะไรกับการเดินทางของสายน้ำ จากต้นน้ำจุดกำเนิดบนภูสูงไหลลงพื้นราบ กลายเป็นสายน้ำหล่อเลี้ยงเมือง และชีวิตผู้คน … ช่างเป็นความมหัศจรรย์ยิ่งนัก!

อ.วรากรณ์ สามโกเศศ เขียนถึงความมหัศจรรย์ของชีวิต (ในแง่กายภาพ) ในบทความชิ้นหนึ่งไว้ว่า

  • ตลอดชีวิต เราจะบริโภคอาหารในปริมาณเท่ากับปลาวาฬ Blue whale (โตเต็มที่) หนึ่งตัว (แต่ในยุคแห่งการบริโภคอย่างบ้าคลั่งเช่นปัจจุบัน เราอาจบริโภคอาหารมากกว่าปลาวาฬหนึ่งตัวก็เป็นได้)
  • หัวใจของเรา เต้นประมาณ 36.8 ล้านครั้ง/ปี
  • เรากินอาหารประมาณ 5.84 แสน ถึง 9.12 แสนแคลอรี่ และดื่มน้ำประมาณ 2,920 แก้ว/ปี
  • ถ้าอายุเฉลี่ยของเรา คือ 79.5 ปี ทั้งชีวิต ผม และขนจะงอก รวมกันถึง 948 กิโลเมตร, ขนจมูก ยาว 1.98 เมตร, ผิวหนังหลุดลอก รวม 19 กิโลกรัม และเล็บยาว รวม 29 เมตร

แค่ (ในแง่กายภาพ) นี้ เราเห็นถึงความมหัศจรรย์แห่งชีวิตในตัวเราหรือยัง มิใยต้องกล่าวถึง (ชีวิต) ในแง่จิตใจ/นามธรรมที่มีความมหัศจรรย์ยิ่งกว่านัก

ถ้าแบ่งช่วงชีวิต (อันแสนสั้น) ของเรา (ซึ่งจะอยู่ไม่เกิน 100 ปี) เป็น 4 ช่วงตามหลักพระพุทธศาสนา การใช้ชีวิตของเราในแต่ละช่วงวัยจะเป็นไปอย่างนี้

25 ปีแรก ศึกษาเรียนรู้

25 ปีถัดมา สร้างเนื้อสร้างตัว

25 ปีที่สาม สร้างสังคมอุดมสุข และ

25 ปีสุดท้าย เตรียมตัวสำหรับบั้นปลาย เพื่อชีวิต (ที่ดีกว่า) ในโลกหน้า

การแบ่งช่วงวัยแบบพุทธ ถือเป็นอุดมคติที่ปุถุชนสามารถ (และควรจะ) ใช้เป็นหลักไมล์ของชีวิต แต่อย่างไรก็ดี ชีวิตเรา มักไม่เดินเป็นเส้นตรง แต่มักเฉไฉออกห่างจากอุดมคติอยู่บ่อยครั้ง

ในหนังสือเล่มหนึ่งกล่าวไว้ว่า ถ้าเรามีชีวิตถึง 60 หรือ 70 ปี เราจะใช้เวลาไปกับกิจกรรมต่างๆ คือ

23 ปี หมดไปกับการนอน

19 ปี ทำงาน

9 ปี พักผ่อน

6 ปี รับประทานอาหาร

6 ปี เดินทาง

1 ปี เจ็บป่วยไม่สบาย

2 ปี แต่งตัว

1 ปี ศาสนา

การใช้เวลาไปกับกิจกรรมต่างๆ ของแต่ละคนย่อมแตกต่าง ผิดเพี้ยนไป (จากตัวเลขข้างบน) บ้าง เพราะชีวิตเป็นเรื่องเฉพาะตน ยากจะเลียนแบบ บางคน ตื่นขึ้นมาสูดลมหายใจ ดูโลกได้เพียงไม่กี่วินาที บางคน มีเวลาบนโลกใบนี้ เป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน และบางคน มีเวลาบนโลกใบนี้เป็นปี หรือหลายๆ ปี

แต่ไม่สำคัญว่า เราจะมีเวลา (ใช้ชีวิต) บนโลกมากน้อยแค่ไหน สำคัญว่า ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่ เราได้ตระหนักในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากน้อยเพียงใด และได้ทำประโยชน์ต่อตน คนรอบข้าง สังคม ฯลฯ หรือไม่ อย่างไร

ถ้ามีเพียง 100 คนบนโลกใบนี้

กันยายน 8, 2009 ใส่ความเห็น

หากเราย่อประชากรโลกจำนวนกว่า 6 พันล้านคนลงเป็นหมู่บ้านที่มีคน 100 คนอาศัยอยู่ มันจะมีหน้าตาดังนี้

57 คน เป็นคนเอเชีย

21 คน เป็นคนยุโรป

14 คน เป็นคนอเมริกันเหนือและใต้

8 คน เป็นคนแอฟริกัน

52 คน เป็นผู้หญิง 48 คน เป็นผู้ชาย

70 คนไม่ใช่คนผิวขาว 30 คน เป็นคนผิวขาว

70 คนไม่ใช่คริสเตียน 30 คน เป็นคริสเตียน

89 คน เป็นผู้นิยมเพศตรงข้าม 11 คน เป็นรักร่วมเพศ

6 คน ถือครองทรัพย์สิน 59% ของทั้งหมู่บ้าน และทั้ง 6 คนนี้เป็นชาวอเมริกัน

80 คน อาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน

70 คนอ่านหนังสือไม่ออก

50 คน ป่วยด้วยโรคขาดอาหาร

1 คน กำลังจะเสียชีวิต และกำลังจะมีเด็กเกิดใหม่อีก 1 คน

1 คน มีการศึกษาถึงระดับมหาวิทยาลัย

1 คน มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่น่าพิจารณา ดังนี้

หากคุณตื่นนอนด้วยสุขภาพที่ดี ที่เป็นปกติในตอนเช้า

คุณโชคดีกว่าคนราว 1 ล้านคนที่จะเสียชีวิตภายในอาทิตย์นี้

หากคุณไม่เคยตกอยู่ในอันตรายของสงคราม ไม่เคยโดดเดี่ยวอยู่ในที่คุมขัง

ไม่เคยเจ็บปวดจากการถูกทรมาน ไม่เคยทนทุกข์เพราะความหิวโหย

คุณอยู่เหนือคนราว 500 ล้านคนในโลกนี้

หากคุณสามารถเข้าร่วมพีธีทางศาสนาโดยไม่ต้องคอยกลัว

คอยกังวลว่าจะถูกจับ ถูกทำร้าย หรือกระทั่งถูกฆ่า

คุณโชคดีกว่าคนอีก 3 พันล้านคน

หากคุณมีอาหารอยู่ในตู้เย็น มีเสื้อผ้าใส่ มีหลังคาคุ้มหัว

คุณสุขสบายกว่าคนอีก 75% ในโลก

หากคุณมีเงินเก็บในธนาคาร มีเงินอยู่ในกระเป๋า มีเศษเหรียญอยู่ในลิ้นชัก

คุณอยู่ในกลุ่มผู้มีอันจะกิน ซึ่งมีเพียง 8% เท่านั้น

คุณซึ่งได้อ่านบทความนี้ โชคดีกว่าคน 2 พันล้านคนที่อ่านหนังสือไม่ออกเลย

(ที่มา : สานแสงอรุณ)

————————————————————————————————–

ข้างบน คืออีเมลที่มีการส่งต่อๆ กัน (เมื่อหลายปีก่อน) มากที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง

เป็นอีเมลที่ (อาจ) ทำให้คนบางคนตระหนักถึงความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลกอีกเป็นจำนวนมาก

และเป็นอีเมลที่ (อาจ) ทำให้คนบางคนเปลี่ยนมุมมองต่อโลก และการดำเนินชีวิต

และเราหวังว่า คุณที่ได้อ่านบทความ (หรืออีเมล) นี้ จะเป็นหนึ่งในคนบางคนนั้น

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.