Archive

Posts Tagged ‘จงเตี้ยน’

คือคนในความทรงจำ-พระธิเบต/ดอร์เจ

กรกฎาคม 5, 2010 1 comment

นิวกับพระธิเบต หน้าอารามวัดซ่งจ้านหลิน

อ่าน => Many faces - คือคนในความทรงจำ

ดูทั้งอัลบั้ม => คือคนในความทรงจำ – พระธิเบต/ดอร์เจ

ที่ที่เราเคยใช้ชีวิต และท่องเที่ยวอยู่หลายปีดีดัก เป็นพื้นที่ของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม เช่น ชนเผ่าน่าซี (纳西族) แห่งลี่เจียง (丽江) ชนเผ่าไป๋ (白族) แห่งต้าหลี่ (大理) ชนเผ่าหมอซัว (摩梭人) แห่งทะเลสาบหลูกูหู (泸沽湖) รวมทั้ง ชนเผ่าธิเบต ชนชาติที่เคยปกครองตนเองในบริเวณชายขอบที่ราบสูงธิเบต

“ธิเบต” เหมือนมีมนตราสะกดให้เราหลงใหล โดยเฉพาะพุทธวัชรยานที่เต็มไปด้วยความลึกลับ และมนต์ขลัง รวมทั้งหลักธรรมคำสอนที่ทำให้อยากเรียนรู้ ทำความเข้าใจ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้สัมผัส เหมือนเราเคยเกี่ยวข้องผูกพันกันมาก่อน

นอกจากได้เดินทางไปหลายๆ พื้นที่ของชายขอบธิเบต (รวมถึงหัวใจแห่งธิเบต – ลาซา) ได้ไปวัดธิเบต ได้เห็นศรัทธา และภูมิปัญญาของชาวธิเบต ได้ชื่นชมความงดงามของธรรมชาติแถบหลังคาโลก ความงดงามของศิลปะธิเบต หลายครั้งหลายครารู้สึกถึงความปีติ และเป็นมงคลแก่ชีวิตที่ได้มีโอกาสพบพระลามะ* (พระสายวัชรยาน) ทั้งที่เป็นชาวธิเบต หรือชนเผ่าอื่นๆ ที่รับเอาวัฒนธรรมธิเบตเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของตน

ครั้งหนึ่ง เรานั่งรถประจำทางกับอาจารย์ชูศักดิ์ไปยังโรงเรียนปริยัติธรรม ณ เมืองอานหนิง  (安宁佛学院) ที่นี่ เราได้รู้จักกับพระ (ตุ๊เจ้า) จากสิบสองปันนาหลายรูปที่มาเรียนภาษาไทยกับอาจารย์ชูศักดิ์อย่างใจจดใจจ่อ ได้มีโอกาสทำวัตรเย็นร่วมกับตุ๊เจ้า และนักศึกษาชาวไตลื้อในค่ำคืนหนึ่งด้วย

ที่นี่ ยังมีพระสายมหายาน และพระสายวัชรยานอยู่ด้วย

ดอร์เจ

“ดอร์เจ” (多吉) เป็นพระนักศึกษาสายวัชรยานรูปหนึ่ง ท่านจากวัดที่พำนักอยู่มาเป็นนักศึกษาที่นี่ได้ 2 ปีแล้ว และยังต้องอยู่อีก 2 ปีจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา วัดของท่านตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางหลูกูหู ทะเลสาบกลางหุบเขาสวย ทว่าลึกลับ และเต็มไปด้วยมนต์ขลังชวนหลงใหล ท่านเป็นพระที่ฉลาด พูดจาฉะฉาน ตอบคำถามของคนช่างสงสัยอย่างเราด้วยความเมตตา และให้ความเป็นกันเองกับเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักอย่างมาก เราถามคำถามท่านมากมายเกี่ยวกับพุทธวัชรยาน เช่น การแยกความแตกต่างระหว่างนิกายต่างๆ การแต่งงานของพระวัชรยาน การทำมาหากินของพระ ถามถึงชีวิตนักศึกษาของท่าน วิชาที่ท่านเรียน ท่านมีจีวรกี่ชุด ฯลฯ เราใช้เวลาสนทนากันภายในห้องพักของท่านที่ท่านพักร่วมกับพระเพื่อนอีกรูปหนึ่ง ท่านชอบอ่านหนังสือ บนโต๊ะมีหนังสือหลักธรรมอยู่หลายเล่ม คำพูดหลายคำของท่านแฝงหลักธรรมให้เก็บไปคิดต่อ เราคุยกันเนิ่นนานเท่าไรไม่รู้ ก่อนจากลาเรามอบภาพขององค์กรรมาปะที่ 17 ให้ท่าน ดูท่านดีใจมาก ท่านนำภาพนั้นแนบกับหน้าผาก และท่านได้มอบวัชระอันเล็กๆ ให้เราเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย …

ย่านเมืองเก่าลี่เจียง และย่านเมืองเก่าแชงกรีล่าเป็นอีกสองสถานที่ที่เราได้เจอกับพระธิเบตบ่อยครั้ง ทั้ง  “ลามะน้อยแห่งลี่เจียง” (ชื่อที่เราเรียกขานเอง) สามเณรตัวน้อยที่เดินเข้ามาขอบิณฑบาต “ปัจจัย” กับเรา ทั้งสองที่มักจะพบเห็นพระธิเบตมาเดินขอบิณฑบาตปัจจัยจากนักท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง หลายคราได้มีโอกาสพูดคุย และขอถ่ายรูป เท่าที่สังเกตเห็น นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนจีน หรือคนต่างชาติ น้อยคนนัก (ยังไม่เคยเห็นกับตา) ที่จะถวายปัจจัยให้กับพระ บางคนมีอาการดูถูกด้วยสายตาแถมให้ด้วยซ้ำไป

สถานที่สุดท้ายที่เราชอบไป และต้องไปเยือนทุกครั้งที่ไปแชงกรีล่า (จงเตี้ยน) คือวัดซ่งจ้านหลิน ที่นี่ นอกจากจะได้นมัสการพระพุทธรูปปางต่างๆ ได้ชมภาพพระบฎ (唐卡) และจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามแล้ว ยังจะได้พบปะสนทนากับพระธิเบตด้วย วัดซ่งจ้านหลินเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวที่มาถึงแชงกรีล่ามักจะไปเยือน พระที่นี่จึงคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวดี

*คำว่า “พระลามะ” ใช้เรียกพระภิกษุสายวัชรยานทั่วไป (แบบไม่ถูกต้องนัก) เรียกให้ถูกต้อง คือ “ทราปะ” (แปลว่า พระภิกษุ) คำว่า “ลามะ” จะใช้กับพระชั้นสูง ซึ่งในธิเบตมีเพียงไม่กี่รูปเท่านั้น แต่กระนั้น คำๆ นี้ก็ถูกใช้จนแพร่หลายไปแล้ว

แชงกรีล่า

ธันวาคม 21, 2008 ใส่ความเห็น

ภาพเล่าเรื่อง

ทริปแบกเป้เที่ยวแชงกรีล่า – ลี่เจียง – สิบสองปันนา และลาว

ถนนสวยทางไปแชงกรีล่า

ทางเดินไม้ริมทะเลสาบ Shu Du (属都湖)

ดูภาพเพิ่มเติม -> ภาพเล่าเรื่อง

ทริปแบกเป้เที่ยวแชงกรีล่า-ลี่เจียง-สิบสองปันนา-ลาว

พฤศจิกายน 26, 2008 2 ของความคิดเห็น

สวัสดี หลา

วันนี้เดินทางมาถึงหลวงน้ำทาแล้ว หลังจากส่งเพื่อนๆ กลับไทยเมื่อวันที่ 22 วันรุ่งขึ้นก็นั่งรถมาจิ่งหง เดิมตั้งใจจะอยู่ที่สิบสองปันนาสัก 4 – 5 วันแต่เกิดเปลี่ยนใจก่อน ส่วนหนึ่งเพราะเงินหยวนใกล้หมด (ขี้เกียจแลกเพิ่ม) วันนี้ (25) เลยนั่งรถเที่ยวเช้าสุดมาที่เมืองล่า พอดีตรงกับวันอังคาร มีรถไปห้วยทราย เลยขึ้นรถมาน้ำทา

ถึงน้ำทาบ่ายโมงครึ่ง เดี๋ยวนี้เดินทางมาลาว และจีนด้วยเส้นทางนี้ (R3A) สะดวกมาก เพราะวิ่งทางด่วนตลอด เทียบกับเมื่อก่อนที่ต้องใช้เวลาเป็นวันๆ เหลือเพียงไม่กี่ชม. เท่านั้น

มาทริปเที่ยวนี้ ก็มีทั้งสนุก กับไม่สนุก เพราะพี่มักจะเดินทางคนเดียว หรือไม่ก็ 2 – 3 คนเป็นอย่างมาก แต่ทริปนี้มีถึง  8 – 9 คน เลยต้องทำหน้าที่เป็นไกด์พาลูกทัวร์เที่ยวไปด้วย แต่ก็สนุกไปอีกแบบ

ข้อดีอันหนึ่งที่มากันหลายๆ คน  คือเช่ารถตู้ได้ถูก  เพราะมีตัวหารเยอะ ทริปนี้ไปมาหลายที่   แต่ไปไม่ถึงเต๋อชิน แต่พี่ก็ได้เห็นภูเขาเหมยลี่ทั้ง 13 ยอดหมดจด (แบบไกลๆ) เป็นครั้งแรก

มาเที่ยวจีนคราวนี้ ดูเหมือนอะไรๆ ก็กำลังเปลี่ยน คุนหมิงมีตึกใหม่ๆ ถนนหลายสายกำลังทำใหม่ อย่างถนนไปสนามบิน ถนนในซอยข้างมหาวิทยาลัยที่เราชอบเดินเล่นกัน ร้านค้าเปิดใหม่เต็มไปหมด

ที่ลี่เจียง ถึงจะเป็นช่วง low season แต่นักท่องเที่ยวจีนก็เยอะเหมือนเดิม มาลี่เจียงแต่ละครั้ง ก็มีอะไรใหม่ๆ ไม่เหมือนเดิมตลอด อย่างเช่น บัตรผ่านประตูก็ (รู้สึกว่า) แพงขึ้นด้วย

วันที่ไปภูเขาหิมะมังกรหยก รอรถ และกระเช้าถึง 4 ชม. บนเขาลมแรงมากๆ พัดมาทีตัวเกือบปลิวไปกับลม

หิมะมังกรหยก (玉龙雪山)

หิมะมังกรหยก (玉龙雪山)

ดูภาพเพิ่มเติม => ภาพเล่าเรื่อง

อากาศที่ลี่เจียง ช่วงที่ไปถึงประมาณ -1 องศา ถือว่าหนาวใช้ได้ ยิ่งไปถึงแชงกรีล่า อากาศวันนั้นต่ำสุด -5 องศา (ที่เต๋อชิน -7 องศา) วันรุ่งขึ้น (กลับมาลี่เจียงแล้ว) ที่แชงฯ อากาศลดต่ำถึง -9 องศา

ขวดน้ำดื่มที่ลืมทิ้งไว้ในรถ กลายเป็นน้ำแข็งเลย ไม่ได้เจออากาศโหดๆ แบบนี้มานาน เลยเกิดอาการจมูกแห้ง แล้วก็เลือดออกด้วย ปากกับมือแตกหมด ขนาดอาบน้ำเย็นไม่ใช้สบู่เลย หนาวจริงๆ แต่ก็อยากกลับมาอีก

ไปคราวหน้าคงต้องเตรียมอุปกรณ์ และยาให้พร้อมกว่านี้ คราวนี้ฟิตร่างกายมาอย่างดีแล้วนะ ว่ายน้ำ 2 อาทิตย์ก่อนมา โด๊ปทั้งแบรนด์ เห็ดหลินจือ โสมเกาหลี ก็ยังหนาวจับใจ แต่รู้สึกว่าเพื่อนๆ พี่จะหนาวกว่า เห็นเตรียมอุปกรณ์มาแบบ full option พี่ไม่ได้เอาถุงนอนมา เสื้อขนเป็ดก็ไม่ได้เอามา แต่ก็ยังพอรับมือไหว นี่คิดถึงทริปหน้าแล้ว เต๋อชินเราเจอกันแน่

มาแชงฯ คราวนี้ และทุกครั้ง อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป วัดซงจ้านหลิน เป็นวัดที่พี่ต้องมาทุกครั้งที่มาแชงฯ (เคยอธิษฐานกับพระโพธิสัตวอวโลกิเตศวร พระประธานของที่วัดนี้ว่า ขอให้ได้กลับมาที่วัดนี้บ่อยๆ)

ซงจ้านหลิน (颂赞林寺)

วัดซงจ้านหลินกำลังบูรณะครั้งใหญ่ ตั้งแต่ทางเข้า ลานจอดรถ หน้าวัด จนถึงอุโบสถแต่ละหลัง ไปวัดคราวนี้ พี่ไปเวลาเย็นๆ เกือบค่ำได้พบพระทิเบตหลายรูป ขอถ่ายรูปกับท่านเหมือนเดิม

ทะเลสาบ Shu Du (属都湖)

ที่แชงฯ ไปเที่ยวทะเลสาบปิ้ถ่า และทะเลสาบสู่ตู ขึ้นภูเขาหิมะสือข่า (ภูเขาลูกนี้อยู่ทางไปสนามบิน ห่างจากตัวเมือง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที) เป็นจุดท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเท่าไร ภูเขาลูกนี้โดยตัวมันเองไม่สวยเท่าไร (เมื่อเทียบกับเหมยลี่ หรือหิมะมังกรหยก) สูงประมาณ 4 พันกว่าเมตร แต่การขึ้นภูเขาลูกนี้ก็มีความหมาย เพราะจุดที่ขึ้นไปทำให้เห็นทั้งภูเขาเหมยลี่ (กาวากาโป) ฮาปา และหิมะมังกรหยกไปพร้อมๆ กันเลย ลมบนภูเขาแรงมากๆ เช่นเคย กลับมาก็ไม่สบายตามระเบียบ ทริปนี้ไม่มีเวลาเดินเล่นที่เมืองโบราณ และตัวเมืองแชงฯ เพราะต้องทำเวลา แต่ก็เห็นว่าแชงฯ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ปากทางโตรกเสือกระโจน (虎跳峡)

ขากลับแวะกินข้าวที่เฉียวโถว (จุดที่เราจะมา treaking คราวหน้าใช่ไหม)ไก่บ้านที่นี่อร่อยดีนะ พี่สั่งอาหารหลายอย่างที่ เราชอบกินกัน แต่เพื่อนพี่บางคนก็กินไม่ได้ โตรกเสือกระโจนฝั่งแชงฯ กำลังทำประตูทางเข้าใหม่ (หลังคาสีขาว – ดูภาพ) แบบยิ่งใหญ่อลังการสไตล์จีน ที่เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ จึงจะทำเลยล่ะ มาคราวหน้าต้องจอดรถไว้ข้างนอก แล้วเดินเข้าไป หรือนั่งรถบริการเข้ามาในโตรกฯ แทน มาโตรกฯ แต่ละครั้ง เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ (อีกแล้ว) แต่คราวนี้ไม่ได้ถ่ายรูป เพราะแบ็ตฯ หมด (ลืมชาร์จ) เซ็งเป็ดเลยเนอะ แต่ก็บันทึกทุกอย่างด้วยความรู้สึก และความทรงจำที่สวยงาม ยิ่งใหญ่ของโตรกฯ แห่งนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว

หลารู้เปล่า ทริปนี้ พี่เดินทางเที่ยวถึง 3 ประเทศเลยนะ ไปทั้งจีน ลาว และพม่า (ไปได้ไง) เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง วันที่มาถึงจิ่งหง ตั้งใจว่าจะไปต่าลั่ว (แล้วก็ได้ไปจริงๆ) เพราะจะว่าไปแล้ว ที่สิบสองปันนา ไม่ค่อยมีที่เที่ยวน่าประทับใจเท่าไร ยกเว้น ผู้คนที่ยังน่ารัก อัธยาศัยดีเป็นส่วนมาก เดิมคิดว่าจะนั่งรถชมเมืองต่างๆ ในสิบสองปันนา อย่างเช่น เมืองฮาย, ล้านช้าง, เมืองมาน, เมืองคุน ฯลฯ แต่ดูไปดูมาแต่ละเมืองก็คล้ายๆ กันหมด ทริปนี้เลยเลือกไปต่าลั่วก่อน ดูจากไก้ดบุ๊ค(จีน) เหมือนมีที่เที่ยวน่าสนใจอยู่ 2 – 3 จุด แต่พอไปถึง กลับไม่น่าเข้าไปเท่าไร

ต่าลั่วเป็นเมืองชายแดนติดพม่า (ด้านเมืองลา) เป็นจุดผ่านแดนเฉพาะคนจีน และพม่า พม่าพัฒนาเมืองลาให้เป็นเขตเศรษฐกิจ (ประมาณนั้น) ตัวเมืองต่าลั่ว จริงๆ แทบไม่มีอะไรเลย แถมเดินทางลำบากด้วย นั่งรถไป-กลับเบ็ดเสร็จ 8 ชม. (อยู่เที่ยวแค่ 2 ชม.) เพราะถนนกำลังก่อสร้าง มีทั้งหลุมทั้งบ่อ ดินหินฝุ่นโคลนเต็มไปหมด นั่งกระเด็นกระดอนไปเกือบตลอดทาง พี่มาถึงด่านต่าลั่ว แต่ข้ามไปไม่ได้ คนขับรถถามว่า อยากข้ามไปฝั่งพม่าไหม ตอนแรกก็ลังเลใจอยู่ เพราะรู้ว่าเสี่ยงอยู่เหมือนกัน ที่จะข้ามไป แต่ดูจากรูปการณ์ และคุยกับคนขับรถแล้ว คิดว่าน่าจะไปกลับได้อย่างไม่มีปัญหา เสียแต่คนขับรถเก็บเงินแพงโคตร เพราะเข้าเมืองลาแบบผิดกฎหมาย คนขับพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ฝิ่นของพม่า และไปไหว้เจดีย์ที่วัดพระธาตุหลวง จากนั้นก็นั่งรถกลับ ขากลับจิ่งหง นั่งรถคันเดิมกลับ แถมเลือกนั่งที่นั่งเดิมด้วย

ยังมีเรื่องอีกหลายเรื่องจะเล่าให้ฟัง อย่างเช่น สาวเสิร์ฟคนสวยที่ร้านชัย ชวน ชิม (สิบสองปันนา) ไปคราวนี้ นึกว่าจะไม่ได้เจอซะแล้ว ยังสวยน่ารักเหมือนเดิม เลยให้ทิปไปอีกแล้ว

มาลาวคราวนี้ กะว่าจะอยู่น้ำทา 4 วัน จากนั้นจะไปปากหม่อง หลวงพระบาง วังเวียง เวียงจันทร์ และปากเซ (จำปาสัก) คิดว่าประมาณวันที่ 10 ก็น่าจะกลับถึงเมืองไทย (แต่ก็ดูเงินในกระเป๋า และอารมณ์อยากเที่ยวด้วย)

อ้อ ไปจีนคราวนี้ ไม่ค่อยซื้อของเท่าไร (แต่ก็มีของฝากหลาหลายอย่าง) ร้านหนังสือก็ไม่ได้เข้า แต่ก็ได้หนังสือมา 2 เล่มเกี่ยวกับลี่เจียง หมดเงินไปกับทริปเมืองจีนประมาณ 28,000 บาท (จริงๆ ควรจะใช้น้อยกว่านี้ ถ้าไม่ถูกอมเงินตอนซื้อตั๋วเครื่องบินไปลี่เจียง และไม่ไปต่าลั่ว)

ไว้เมลไปคุยใหม่

พี่ติ่ง

ปล. อากาศที่น้ำทาเย็นสบาย ถึงค่อนหนาว อยู่ที่นี่เช่าจักรยานขี่ไปตามถนน ไปดูทุ่งนา ภูเขา แม่น้ำ (ไว้ถ่ายรูปไปให้ดู) รู้สึกจังหวะชีวิต และหัวใจเต้นช้ากว่าปกติ เฮือนที่พักชื่อ “อุดมสิน” ด้านหลังติดสวนของชาวบ้าน มีระเบียบให้นั่งดูวิวด้วย บรรยากาศระดับ 4 ดาว

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.