ซากแห่งความรัก
“ข้าพเจ้ามองดูความรักที่กำลังจางหาย
มองดูดอกไม้แห่งความรัก เหี่ยวแห้ง อับเฉา โรยแรง
มองดูสายธารแห่งความรักแห้งเหือดลงทุกขณะ
ลมหายใจสุดท้ายของความรักแผ่วเบาลงช้าๆ และเลือนหายไปจากหัวใจ
ข้าพเจ้ายืนไว้อาลัยให้กับความรัก
ยืนดูหลุมฝังศพที่ขุดไว้ฝังตนเองพร้อมกับความรักที่เหลือแต่ซาก
ความรักที่พังทะลายไปต่อหน้าต่อตา มลายหายไปจนไม่เหลืออะไร
ทิ้งไว้แต่ซากปรักหักพังแห่งความรัก”
สำหรับข้าพเจ้า ความรักเป็นสิ่งงดงามเสมอ เป็นพลังหล่อเลี้ยง และจรรโลงชีวิต
เพราะรักตนเองเป็น ข้าพเจ้าจึงรักคนอื่นได้
ถึงแม้ ความรักจะมีปลายทางเป็นความเจ็บปวด มีบาดแผลเจ็บลึกทิ้งเอาไว้ เมื่อคราที่ความรักเดินจากไป
แต่ข้าพเจ้าก็ยังเลือกที่จะไม่ปฏิเสธมัน
คาริน ยิบราน เขียนถึงความรักไว้ว่า
“เมื่อความรักร้องเรียกเธอ จงตามมันไป
แม้ว่าทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงไร
และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน
แม้ว่าหนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้น จะเสียดแทงเธอ
และเมื่อมันพูดกับเธอ จงเชื่อตาม
แม้ว่าเสียงของมันจะทำลายฝันของเธอ
ดังลมเหนือพัดกระหน่ำสวนดอกไม้แหลกลาญไปฉะนั้น
เพราะแม้ขณะที่ความรักสวมมงกุฎให้เธอ
มันก็จะตรึงกางเขนเธอ
และขณะเมื่อมันไต่ขึ้นไปสู่ยอดสูง
และลูบไล้กิ่งก้านอันแกว่งไกวในแสงอรุณ
แต่มันก็จะหยั่งลงสู่รากลึก
และเขย่าถอนตรงที่ยึดมั่นอยู่กับดินด้วย
ความรักจะรวบรวมเธอเข้าดังฝักข้าวโพด
มันจะแกะเธอออกจนเปลือยเปล่า
แล้วมันจะบดเธอจนเป็นผงขาว
แล้วก็จะขยำจนอ่อนเปียก
แล้วมันก็จะนำเธอเข้าสู่ไฟอันศักดิ์สิทธิ์ของมัน
เพื่อว่าเธอจะได้กลายเป็นอาหารทิพย์ของพระเป็นเจ้า
ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง
และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก”
คราใดที่ความรักแปรเปลี่ยน เคยเกิดคำถามว่า “ทำไม” หรือ “เพราะเหตุใด”
ข้าพเจ้าชื่นชอบบทความ (บางส่วน) จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งจนต้องตัดเก็บไว้ (บทความเก่าร่วม 20 ปี ขออภัยที่จำชื่อผู้เขียนไม่ได้แล้ว) คราใดที่ความรักแปรเปลี่ยน ข้าพเจ้ามักหยิบบทความชิ้นนี้ขึ้นมาอ่านอยู่เสมอ
“ทำไมเราถึงยอมให้ความรักนั้นเปลี่ยน ทำไมไม่รู้สึกต่อกันเหมือนเมื่อครั้งเริ่มต้น
เมื่อความรักมาเยือนครั้งแรก มันได้หอบเอาดอกไม้ ความอ่อนโยน และความดีงามมาให้ด้วย ก่อนที่ต่อมาดอกไม้จะหลุบกลีบลง เพราะความเคยชิน หรือความคุ้นเคย ก่อนที่ความอ่อนโยนจะกลายเป็นกระด้าง เพราะทั้งคู่ไม่ต้องเอาความดีงามเข้าแลกเพื่อสร้างความประทับใจให้กันและกันอีกแล้ว ผมไม่รู้ว่าเพราะคนสองคนรู้จักกันมากเกินไปหรือเปล่า บางทีคู่รักจึงต้องหันหลังให้กัน ตอนนั้นธาตุแท้ของแต่ละคนได้ปรากฏออกมาชัดเจนเกินไปแล้วใช่ไหม ความเกรงใจเปลี่ยนเป็นก้าวร้าว ความเห็นใจเปลี่ยนเป็นเอาแต่ใจ
เมื่อความรักมาเยือนครั้งแรก มันได้หอบเอาคำสัญญาต่างๆ มาด้วย ก่อนที่คนเราจะหลงลืมข้อตกลงอันหวานหอมไปในที่สุด มีบ้างเหมือนกันที่ความรักยั่งยืน และเท่าเดิมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย แต่ก็น้อยเต็มที คนเราอยู่กันอย่างอดทนในการใช้ชีวิตคู่ ใครทนไม่ได้แล้วก้าวหนีออกไปมักจะถูกมองว่าล้มเหลว ผมว่าเรื่องของคนสองคนเป็นเรื่องของใจสองใจที่ต้องรวมกันให้ได้ แต่ไม่มีถูกไม่มีผิดเมื่อมันเป็นเส้นขนาน และผมเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลในการมา และการไป ไม่มีถูกไม่มีผิดอีกเช่นกันเมื่อจะมองอย่างปัจเจกชน
วันที่คนเศร้าที่สุด เราอาจจะนิ่งมากที่สุด คุณคงอาจเคยมีวันอย่างนี้ให้กับตนเองบ้าง แล้วเราก็นึกว่าวันนั้นเราไม่มีใครเลย ไม่มีโกรธ หรือเกลียด ไม่มีกิเลสตัณหา ชีวิตแบนจนเกือบราบเรียบ แต่อีกเช้าเราก็กลับมายังโลกใบเดิม ตกลงไปยังหลุมพรางของชีวิตที่บังเอิญเราขุดขึ้นเอง หรือบางทีคนอื่นขุดให้เหมือนเดิม และวันที่เศร้าที่สุดของคนเรานั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรักไม่น้อยเลย
มนุษย์จำต้องทนรวดร้าวกับสิ่งที่ตนรัก ทุกข์ทรมานกันไม่รู้แล้ว คบหากัน รักกันแล้วก็จากกัน ต่างร่อนเร่ซมซานไปหาใหม่ เพื่อจะเจ็บปวดรวดร้าวอีกหน จนกว่าถึงวันอันเหน็ดเหนื่อย ระยะทางก็ไม่มาก แต่วกวน ภาระจริงนั้นไม่มี แต่หลงสร้างขึ้นเอง จุดหมายไม่ใช่อยู่ไกล แต่มองผิดไปเอง มองหาตนเองกลับมองไม่เห็นตนเอง มองหาคนอื่นกลับหลงนัก คิดถึงตัวเองเกินไปจนไม่เห็นทุกข์ยาก ง่ายกว่านั้น คือไม่เป็นต้องยึดถืออะไร แต่ที่ยาก คือยึดง่ายแล้ววางยาก ไม่ยึดก็ไม่มีเรื่องราว ง่ายก็ไม่มี ยากก็ไม่มี”
ความรักเป็นเช่นนี้เองหรือ
(ยังมีต่อ)
ความเห็นล่าสุด