Archive

Archive for มิถุนายน, 2010

ลมหายใจที่นำเราไป

มิถุนายน 23, 2010 ใส่ความเห็น

สองเท้า - ลมหายใจที่นำเราไป

 

ลมหายใจที่นำเราไป

ลองหลับตา อยู่นิ่งๆ ไม่ไหวติงสัก 5 นาที หยุดคำพูด ความคิด หยุดทุกสิ่ง เหลือไว้เพียงลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ลมหายใจที่นำเราไปทุกๆ ที่ที่เราเดินทางไป ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ ไม่มีขอบเขต ไม่มีที่ใดที่เราไปไม่ถึงด้วยลมหายใจของเรา ลมหายใจจะนำเราไปทุกหนแห่ง …

เคยมีผู้กล่าวไว้ว่า ชีวิต คือการเดินทาง ทั้งในแง่การเรียนรู้ และจิตวิญญาณ นับแต่ลมหายใจแรกของชีวิตเริ่มต้นในครรภ์มารดา ชีวิตก็เริ่มต้นเดินทางใหม่อีกครั้ง เหมือนเด็กเริ่มหัดคลาน หัดเดิน หัดนับหนึ่งใหม่ หัดเรียนรู้กับบทเรียนที่ได้รับ เรียนรู้ที่จะสุข ทุกข์ให้เป็น เรียนรู้ที่จะดิ้นรน ต่อสู้ เรียนรู้ที่จะแพ้ ชนะ เรียนรู้ที่จะผิดหวัง สมหวัง เรียนรู้ที่จะรับ และให้ ฯลฯ

ลมหายใจยังอยู่กับเรา นับตั้งแต่ชีวิตเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เราอาจหลงลืมความรู้สึกของลมหายใจแรกแห่งชีวิต แต่กระนั้นก็ตาม ลมหายใจแห่งชีวิตยังอยู่กับเรา ลมหายใจยังคงนำทาง และนำเราไป

ข้าพเจ้ารักการเดินทาง ทั้งการเดินทางภายนอก และการเดินทางภายใน การเดินทางของชีวิตโดยลำพังคนเดียว ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ตัวตนที่แอบซ่อนอยู่ภายในใจ ได้เห็นความขลาดกลัว และความโง่เขลาของตนเอง

 

การเดินทางบนความโดดเดี่ยว

ทำให้ข้าพเจ้าแนบสนิทกับความเงียบเหงา

ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับใบหน้าแห่งความเปล่าเปลี่ยว

ทำให้ข้าพเจ้าพึงใจกับความสันโดษ

ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับความลำพังของชีวิต

 

นอกจากลมหายใจที่เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางชีวิตให้ก้าวเดินไป ลมหายใจยังมีความหมายมากกว่าแค่อากาศที่เราสูดเข้าไปหล่อเลี้ยงกายเนื้อเท่านั้น เพราะทุกครั้งที่เราหายใจ เราได้นำเอาความรัก ความเมตตา ความโกรธ ความเกลียด ความอิจฉาริษยา ความชัง ความหลง ฯลฯ หลอมรวมเข้าไปในลมหายใจที่เราสูดเข้าไป และปล่อยออกมาด้วย ลมหายใจเป็นสิ่งสวยงาม มีค่า มีความหมาย แต่บ่อยครั้งเรากลับหลงลืม และมองไม่เห็นค่าของลมหายใจ บางครั้งลมหายใจของเราก็เป็นพิษ คอยทิ่มแทงทำร้ายผู้อื่น แม้กระทั่งตัวเอง …

พูดถึงลมหายใจ และการเดินทาง นอกจากลมหายใจ (จริงๆ) ที่นำเราไปแล้ว

ข้าพเจ้ายังมีแสงจันทร์ และสองเท้าเป็นเพื่อนร่วมทาง สิ่งแรกเปรียบเสมือนเพื่อนยามเหงา คอยมองดู ปลอบประโลมในยามที่ข้าพเจ้าคิดถึงใครสักคน ในขณะที่สิ่งหลัง เปรียบเสมือนลมหายใจในการเดินทางของข้าพเจ้า ทุกหนแห่งที่ข้าพเจ้าเดินทางไปถึง ก็ด้วยสองเท้าที่ย่ำไป

แสงจันทร์ สองเท้า และข้าพเจ้าจึงเป็นเพื่อนร่วมทางของกันและกันเสมอ

(ยังมีต่อ)

ความจริงแห่งชีวิต

มิถุนายน 23, 2010 ใส่ความเห็น

วันพระอาทิตย์นี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๖ มิ.ย. ๕๓ หาเวลาไปวัด สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ หรืออ่านหนังสือธรรมะ เก็บเอาคำสอนดีๆ มาใช้กับชีวิตก็จะดีไม่น้อย

วันนี้ เปิดไปเจอข้อความเก่าๆ ที่เก็บเอาไว้เกี่ยวกับ “ความจริงแห่งชีวิต” ของพระธรรมปิฎก ท่านกล่าวไว้ว่า “คนเรานี้มักจะหวังสุขจากสิ่งภายนอก แล้วบางทีก็ไม่เคยฉุกคิดว่า เราจะต้องมีเวลาอยู่เฉพาะกับตัวเอง สิ่งทั้งหลายนั้นจะไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดเวลา อย่างน้อยแม้ยังอยู่กับเรา มันก็ไม่สามารถเป็นไปตามใจปรารถนาของเราได้ตลอดไป ถ้าเราจะให้สิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามใจปรารถนาของเราแล้ว เราจึงจะมีความสุข นี่เราจะต้องมีแต่ความทุกข์ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายนั้นตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่ว่า มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน”

ข้อความข้างบท ตัดมาจากบทความ (บางส่วน) เรื่อง “ความจริงแห่งชีวิต” ท่านว่าไว้ตามข้างล่างนี้ ค่อยๆ อ่านไป พิจารณาไปครับ …

คนจำนวนมากไม่เคยมองถึงชีวิตของตัวเอง ไม่เคยมองถึงโลกนี้ที่เป็นสังขาร มองแต่เพียงว่าจะเอาความรู้ในกฎธรรมชาติของสิ่งต่างๆ มาใช้ประโยชน์สนองความต้องการของตนเท่านั้น แล้วก็วิ่งไปแล่นไป ทำไปๆ จนมีความรู้สึกเหมือนกับว่า เรานี้เป็นคนเก่งมีความสามารถมาก มนุษย์เราสามารถเอาชนะธรรมชาติได้

แต่พอหันกลับมาคิดได้อีกทีหนึ่งก็ปรากฎว่า ชีวิตของเราที่เป็นอย่างนั้น ได้กลายเป็นการตกเป็นทาสของสิ่งทั้งหลายมากมาย กลายเป็นว่าเอาชีวิตของเราไปฝากไว้กับสิ่งภายนอก ปล่อยให้สุขทุกข์ของเราขึ้นต่อภายนอกเป็นตัวกำหนด ไม่เป็นอิสระ วิ่งแล่นไปต่างๆ โดยที่ไม่รู้ว่าจะวิ่งแล่นไปทำไม แล้วชีวิตของเราคืออะไรกันแน่ ไม่เคยคิด ไม่เคยพิจารณา นี่ก็หมายความว่ายังไม่เข้าใจถึงกฎธรรมชาติอย่างแท้จริง คือธรรมชาติแห่งชีวิตของตนเองยังไม่รู้จักเลย

ความจริงนั้น กฎธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายภายนอกกับชีวิตของเรานี้ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าเป็นผู้มีสติปัญญาอย่างแท้จริง ก็จะโน้มความเข้าใจนี้มาหาชีวิตของตนได้ จนกระทั่งรู้เท่าทันธรรมชาติ หรือธรรมดาแห่งชีวิตของตนเอง

พระพุทธศาสนานั้นท่านสอนให้เผชิญหน้ากับความจริง ให้ยอมรับความจริง ในที่สุดแล้วคนเราต้องอยู่กับความจริง หนีความจริงไม่พ้น ถ้าเราทำจิตใจของเราให้อยู่กับความจริงได้ตลอดเวลาแล้ว ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นก็จะไม่กระทบกระเทือนจิตใจของเรา แต่ถ้าเราไม่ยอมรับมัน ความจริงก็ต้องเกิดอยู่ดี และเพราะเราไม่ยอมรับมัน มันก็เลยกระทบกระเทือนตัวเรามาก ความทุกข์ก็เกิดขึ้นมามาก เรียกว่าเป็นความทุกข์สองชั้น คือทุกข์เพราะความดับที่ต้องเกิดต้องมี เป็นความจริงตามธรรมดาเมื่อถึงเวลานั้น แล้วยังทุกข์ด้วยหวาดผวาไหวหวั่นตลอดเวลา ก่อนที่ความจริงนั้นจะมาถึงอีกด้วย

สำหรับคนที่เข้าถึงความจริงของธรรมชาติที่โน้มเข้ามาสู่ชีวิตของตนเองได้แล้วอย่างนี้ เขาจะไปปฏิบัติตามธรรมชาติด้วยความรู้ในธรรมชาตินั้นก็ตาม หรือจะเอาความรู้ในธรรมชาติมาประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ก็ตาม ก็ทำไป แต่เขาจะรู้ของเขตที่เหมาะสมเพราะเขารู้ว่าชีวิตของคนเรา คืออะไร ความสุข ความทุกข์ และประโยชน์ที่แท้จริง คืออะไร อยู่ตรงไหน แค่ไหน ชีวิตของเราจะมีความพอดี รู้ว่าแค่ไหนชีวิตของคนเราจะอยู่เป็นสุขได้ ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับสิ่งภายนอกโดยสิ้นเชิง

คนเรานี้มักจะหวังสุขจากสิ่งภายนอก แล้วบางทีก็ไม่เคยฉุกคิดว่า เราจะต้องมีเวลาอยู่เฉพาะกับตัวเอง สิ่งทั้งหลายนั้นจะไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดเวลา อย่างน้อยแม้ยังอยู่กับเรา มันก็ไม่สามารถเป็นไปตามใจปรารถนาของเราได้ตลอดไป ถ้าเราจะให้สิ่งทั้งหลายต้องเป็นไปตามใจปรารถนาของเราแล้ว เราจึงจะมีความสุข นี่เราจะต้องมีแต่ความทุกข์ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายนั้นตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่ว่า มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน

ให้พระคุ้มครองทุกท่านครับ

โปสการ์ดใบนั้น

มิถุนายน 23, 2010 ใส่ความเห็น

ถึงวันว่างคราใด นอกจากการเดินเล่น ผ่อนอารมณ์ ดูความเป็นไปรอบๆ หมู่บ้าน หรือเดินทอดน่องไปไกลถึงตลาดนัดข้างหมู่บ้านแล้ว บ่อยครั้ง มักเลือกที่จะหวนนึกถึงความทรงจำเก่าๆ ผ่านอัลบั้มภาพ โปสการ์ดที่เก็บไว้

เช่นเดียวกับวันนี้ เปิดไปเจอโปสการ์ดสีซีดเซียวบ่งบอกอายุของมันได้เป็นอย่างดี ข้อความไม่กี่ประโยคในโปสการ์ดใบนั้น แฝงปรัชญาชีวิตให้เก็บมาคิดได้เสมอ …

โปสการ์ดใบนั้น เขียนไว้ประมาณว่า …

การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน (ไม่ว่าจะในฐานะเพื่อน คนรัก หรือคนในครอบครัวเดียวกัน) ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอะไรหรือ เพราะการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทุกวัน ทำให้เราอยู่ใกล้กันเกินไป … ใกล้กันจนไม่อาจปิดบังความเป็นตัวตนของเรา โดยเฉพาะความคิด ความรู้สึกของเราที่มีต่ออีกฝ่ายหนึ่ง (เช่นเดียวกับอีกฝ่ายก็ไม่ต่างจากเรา)

เมื่อเราอยู่ร่วม หรือใช้ชีวิตร่วมกับใครสักคน ดูเหมือนความขัดแย้ง การโต้เถียงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และบางคราวดูเป็นเรื่องไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไรที่ต้องมานั่งถกเถียงกัน (กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง) … แต่ในที่สุด เราก็พยายามหาวิธีที่จะทำให้เหตุการณ์นั้นจบลงด้วยดี

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงชอบอยู่กับเธอ

เพราะเธอรู้จัก และเข้าใจฉันดีกว่าคนอื่น

แต่ที่สำคัญกว่า เพราะเราชอบที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน

การที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันเช่นนี้

ทำให้เรารู้จักตัวเอง และอีกฝ่ายดียิ่งขึ้น

ทำให้เรารู้ว่า เราจะหาความรู้สึกดีๆ แบบนี้ไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

เราเป็นมากกว่าคนรู้จัก มากกว่าคนร่วมชายคา

เพราะเราเป็นเพื่อน เป็นคู่ชีวิต เป็นครอบครัวเดียวกัน

(ยังมีต่อ)

คือคนในความทรงจำ@ปาย

มิถุนายน 17, 2010 1 comment

อ่าน => Many faces - คือคนในความทรงจำ

ดูทั้งอัลบั้ม => คือคนในความทรงจำ@ปาย

นึกถึงปาย (ในความทรงจำเก่าๆ) ทำให้นึกถึงอากาศหนาว หมอกเย็นๆ ยามเช้า ท้องฟ้าใส ทุ่งนาสวย สายน้ำปาย กาด (ตลาด) เช้ากับของกินอร่อยๆ ส้มตำหน้าอำเภอรสแซบ ถนนในตัวเมืองปาย และนึกถึงคนเมืองปาย …

ในความทรงจำกับผู้คนที่ผ่านพบในเมืองปาย กับมิตรภาพที่งดงาม และความมีน้ำใจของคนเมืองปาย หลับตานึกถึงปายคราใด ใบหน้าของผู้คนเหล่านี้จะผุดขึ้นมาในความทรงจำเสมอ …

หลิน จื้อ ชาง หนุ่มไต้หวัน@ปาย

หลิน จื้อ ชาง – หนุ่มไต้หวัน นิสัยดี ธัมมะธัมโม มาอยู่ปาย นับถึงวันนี้น่าจะร่วมๆ 12 ปีได้แล้ว เฮียหลินเปิดร้านขายอาหารเจที่เราไปอุดหนุนบ่อยๆ อาหารอร่อย แถมไม่แพงอีกต่างหาก นอกจากขายอาหารเจแล้ว เฮียหลินมาอยู่ที่ปายเพื่อเผยแพร่คำสอนของพุทธมหายานด้วย สาธุ … ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยครับ

สามา – เจ้าของร้าน (ใจดี) ขายผ้า ชาวพม่า ย้ายมาอยู่ปายหลายปีแล้ว

ดาว – น้องดูแล Guest house ที่ไปพัก มีเรื่องคุยสนุกๆ กับน้องดาวทุกวันที่เจอกัน

น้องแก้ว – สาวน้อย น่ารัก นิสัยดี @ร้านขายของที่ระลึกเท่ๆ

น้องขายโปสการ์ดที่บันไดเชิงพระธาตุ ฯลฯ

ความทรงจำงามๆ @ปายยังรวมไปถึง

ต้นไม้

ใบหญ้า

นกบนฟ้า

ปลาในน้ำ

แล้วเราจะกลับไปหาเธอ … ปลายทางที่ปาย

คือคนในความทรงจำ@เมืองหลวง(พระบาง)

มิถุนายน 17, 2010 1 comment

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

ดูทั้งอัลบั้ม => คือคนในความทรงจำ@เมืองหลวง (พระบาง)

นั่งมองภาพถ่ายผู้คน@เมืองหลวง (พระบาง) คราใด ความทรงจำงดงามเก่าๆ ก็กลับฟื้นขึ้นมาโลดแล่นมีชีวิตชีวาอีกครั้ง กลับจากเที่ยวเมืองหลวงแต่ละครั้ง นอกจากเก็บภาพถ่ายสวยๆ ติดมือกลับมาแล้ว ยังหอบเอาของฝากเป็นความประทับใจ มิตรไมตรี น้ำใจแสนงามของคนเมืองหลวงเต็มสองกระเป๋ากลับมาด้วย … เมืองหลวง (พระบาง) มีอะไรมากกว่าที่คุณคิด

 
 

บุญเลี้ยง หนุ่มอารมณ์ดีแห่งร้านลาฮา

บุญเลี้ยงหนุ่มหล่อ ยิ้มเก่ง อัธยาศัยงาม พนักงานขายฝ้ายมัดย้อม ร้านลาฮา

ยังมีคุณยาย(เผ่า)แม้ว  นั่งเย็บกระเป๋าผ้าที่ตลาดมืด

หลานจอห์นนี่  สงสัยตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้ว

แสงเพ็ชร หนุ่มจากแขวงบ่อแก้วมาเรียนหนังสือที่เมืองหลวง และทำงานอาสาสมัครขอรับบริจาคเงินพิมพ์หนังสือให้เด็กลาวมีหนังสือดีๆ อ่าน (เราก็ร่วมบริจาคด้วย)

พระ (หรือสามเณร ???) แสงเพ็ชร ประทับใจในความใจดีของท่านที่ให้เราเข้าไปชมอุโบสถวัดฟรีๆ (ไม่ต้องเสียค่าปี้)

น้องๆ ที่ตลาดมืด และเชิงพระธาตุพูสี ชวนคุย และชวนกินเบียร์ลาวประจำ (หุ หุ)

เวียงชัย อุ่น และวอนแห่งร้านกบน้อย  เด็กหนุ่มสาวจากพงสาลี มาทำงานไกลถึงเมืองหลวง

ทองวิน  รู้จักกันที่วัดแห่งหนึ่ง ทองวินทำงานส่งหนังสือพิมพ์ และเรียนหนังสือไปด้วย

และสามเณรที่ตาดกวางสี ฯลฯ

เวียงจันทร์

มิถุนายน 16, 2010 1 comment

อ่านบทความแรก => ทริปแบกเป้เที่ยวแชงกรีล่า-ลี่เจียง-สิบสองปันนา-ลาว

เรื่องเล่าทริปเดินทางจากแชงกรีล่าถึงลาวยังไม่จบ (สนิท) ถ้าไม่ได้เขียนถึงเวียงจันทร์ เมืองหลวงปัจจุบันของสปป.ลาว

หลังจากบอกลาวังเวียงกับค่ำคืนสุดท้ายด้วยการยืนคุยกับลุงเพ็ดเจ้าของ Guest house ข้างๆ กองไฟใต้แสงจันทร์กว่าค่อนคืน … 7 โมงเช้าวันรุ่ง ตื่นขึ้นมาสูดอากาศบริสุทธิ์ริมระเบียบเฮือนพัก บรรยากาศโดยรอบอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกราตรี ไกลออกไปอีกนิด เห็นเด็กนักเรียนกำลังเดินลัดเลาะเลียบริมน้ำซอง ฝั่งตรงข้าม เห็นเรือหางยาวลอยลำเหนือลำน้ำกำลังถูกขัดสีฉวีวรรณ เตรียมรับนักท่องเที่ยวล่องแม่น้ำยามเช้า

ยืนบิดขี้เกียจให้แดดอุ่นๆ ยามเช้าไล้เลียอยู่สักพัก (ใหญ่) จึงหลบเข้าเฮือน อาบน้ำ แต่งตัว ยัดของใส่เป้ โบกมือลาลุงเพ็ด (พร้อมขอเบอร์โทร. เผื่อคราวหน้าจะมาเยือนใหม่) มุ่งหน้าไปฝั่งตัวเมือง เดินข้ามสะพานไม้ เจอคนรู้จักคุ้นเคย (เพราะอยู่มาหลายวัน) อย่างคุณป้าขายเฝอหน้าร้านนวดแผนโบราณที่ฝากท้องอยู่หลายมื้อ เลยบอกลา (ด้วยความอาลัยนิดๆ) ตามธรรมเนียม เดินตัดข้ามสนามบินเก่าตรงไปยังร้านขายเฝอของแม่ค้าคนสวยที่เจอกันวันแรก แม่ค้า (นอกจากจะสวยแล้ว) ยังดีใจหาย ช่วยเป็นธุระเรียกรถประจำทางไปเวียงจันทร์ให้ด้วย

เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถประจำทางแท้ๆ ร่วมกับผู้โดยสารที่เป็นคน (ลาว) ท้องถิ่น แถมปลอดนักท่องเที่ยวด้วย ค่าปี้โดยสารที่ถูกมากจนน่าตกใจ (แอบนึกในใจ ทำไมถูกแบบงี้ว่ะ) แถมได้รับ “ความอบอุ่น” มาอีกเข่งใหญ่ๆ ทั้งจากผู้โดยสารแน่นคันรถ สัมภาระร้อยแปดเต็มหลังคา และพื้นรถ (จนหาที่นั่ง และที่ว่างไม่ได้) พอก้าวเท้าขึ้นรถ สายตาแทบทุกคู่พุ่งตรงมายังผู้โดยสารแปลกหน้า (หุ หุ) เดินเข้าไปจนถึงที่นั่งแถวท้ายสุด ได้ที่นั่ง เพราะความมีน้ำใจของ 2 สาวน้อยใจดีที่ขยับที่ให้นั่งเบียดๆ กัน น้องสาวทั้งสองเหมือนคนไทยมาก (สงสัยไปเมืองไทยบ่อย) ใส่เสื้อยืด นุ่งยีนส์ โกรกผมสีทอง ร้องเพลงไทย (ให้ฟัง) รู้จักนักร้อง และเพลงไทยมากกว่าเราอีก

ระหว่างนั่งรถหวานเย็นสไตล์ลาวคันนี้ (วิ่งจากเมืองกาสีกับเวียงจันทร์) ร่วม 4 ชั่วโมง รถวิ่งไปเรื่อยๆ สลับกับหยุดรับส่งผู้โดยสารตลอดทาง น้องสาวทั้งสองชวนคุย ชวนร้องเพลง (แต่เราดันร้องไม่เป็น) สลับกับการดื่มด่ำธรรมชาติสองข้างทางไปด้วย ตลอดเส้นทางที่รถวิ่งผ่าน ภาพความงามอันบริสุทธิ์ของลาวค่อยๆ  โคลสอัพเข้ามา แล้วก็ค่อยๆ เฟดจางหายไป ธรรมชาติที่นี่ ภูเขาเป็นภูเขา แม่น้ำเป็นแม่น้ำ ท้องฟ้าเป็นท้องฟ้า ทุ่งหญ้าเป็นทุ่งหญ้า ท้องนาเป็นท้องนา ทุกองค์ประกอบอยู่ถูกที่ ถูกเวลา แม้แต่ผู้คนก็ยังเป็นผู้คน สิ่งแปลกปลอมน้อยมาก

รถวิ่งเข้าเขตเวียงจันทร์ในเวลาที่พระอาทิตย์ตรงหัวพอดี สองสาวน้อยลงรถที่บ้านนาทรายทอง เราบอกลากัน  และหวังว่าจะได้เจอกันอีก หนึ่งชั่วโมงถัดมา (ไวเหมือนโกหก) รถคันเดียวกันนี้พาผู้โดยสารถึงท่ารถตลาดเช้า เราลงรถด้วยความงงๆ เดินเลาะเลียบไปยังถนนริมฝั่งโขง หาเฮือนพักขาประจำ ที่นี่ยังเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนพนักงานใหม่ทุกครั้งที่มา

เวียงจันทร์กำลังเปลี่ยน ตึกใหม่ๆ สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ มีให้เห็นทุกครั้งที่มา รถยนต์ รถจักรเยอะขึ้น มาคราวนี้ ได้เช่ารถถีบไปนอกเมือง เราถีบไปไกลจนถึงท่ารถสายใต้ ตั้งใจมาหาข้อมูลเที่ยวรถ + ค่าปี้ไปสะหวันนาเขต จำปาสัก ปากเซ (ที่นี่มีเที่ยวรถไปเว้ ฮานอยด้วย) แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะดันตกหลุมรักเวียงจันทร์ (เช่นทุกครั้ง) เลยขออยู่ต่ออีก 2-3 วัน

เวียงจันทร์น่ารักตรงความเป็นเมืองที่เงียบสงบ เรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด ซื่อๆ (ถึงแม้เธอกำลังจะเปลี่ยน) และที่สำคัญ คือความมีน้ำใจของคนที่นี่ … รถถีบที่เช่าค่อนข้างพิกลพิการ โซ่หลุดบ่อยเป็นระยะๆ จนน่าเป็นห่วง (ว่าจะได้ถีบ หรือต้องเข็นกันแน่) แล้วโซ่ก็มาหลุดที่หน้าป้ายรถเมล์ ท่ารถสายใต้ ระหว่างกำลังหันรีหันขวางว่าจะทำไงดี หนุ่มขับรถตุ๊กๆ ก็เดินเข้ามาถามว่า “รถเป็นอะไร” พอเห็นสภาพรถ

“ต้องถอดฝาครอบออกก่อน ค่อยใส่โซ่เข้าไปใหม่” หนุ่มเอ่ยขึ้น

“ไม่มีไขควงนะ” เราตอบ

หนุ่มเดินกลับไปที่รถ สักครู่ เดินกลับมาพร้อมไขควง จัดการไขสกรูให้เรียบร้อย

ใส่โซ่กลับเข้าที่เรียบร้อย เราไม่ลืมที่จะขอบคุณ พร้อมรอยยิ้มตอบแทนความมีน้ำใจของหนุ่ม … เสน่ห์ของคนลาวทำให้เราอยากมาเยือน และตกหลุมรักทุกครั้งที่มา

ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนไปเช่นไร เราก็ยังรักเธอ … เวียงจันทร์ สปป.ลาว

คนเคยรู้จัก

มิถุนายน 9, 2010 1 comment

คนเคยรู้จัก

ถึงแม้ความรู้สึกจะไม่เหมือนเดิม

ความเป็นเพื่อนที่ดีจะไม่เหลือร่องรอยให้ปรากฎ

รอยต่อระหว่างมิตรภาพ และความจริงใจจะคละเคล้าด้วยฝุ่นของความเข้าใจผิด

ความบาดหมางเหมือนเป็นเกราะกำบังความรู้สึกที่ต้องคอยหลบกระสุนสายตาของอีกฝ่าย

บางครั้ง การเผชิญหน้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

การเสแสร้งถูกหยิบใช้เป็นเครื่องบังหน้า ถึงจะไม่แนบเนียนเท่าไหร่

จะมีประโยชน์อันใด สำหรับคนเคยรู้จัก

ก็แค่เสียใจ แต่ไม่จำเป็นต้องกล่าวคำว่าขอโทษ

เพราะไม่ใช่ความผิด (จากการกระทำ) ของใคร

แท้จริงเป็นเพียงความเข้าใจผิดที่อีกฝ่ายไม่หันหน้า และเปิดโอกาสทำความเข้าใจกัน

ได้แต่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นตกตะกอนจมอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ

ก็แค่คนเคยรู้จัก

เขียนเมื่อ 16 ต.ค. 2534

ซากแห่งความรัก

มิถุนายน 8, 2010 ใส่ความเห็น

“ข้าพเจ้ามองดูความรักที่กำลังจางหาย

มองดูดอกไม้แห่งความรัก เหี่ยวแห้ง อับเฉา โรยแรง

มองดูสายธารแห่งความรักแห้งเหือดลงทุกขณะ

ลมหายใจสุดท้ายของความรักแผ่วเบาลงช้าๆ และเลือนหายไปจากหัวใจ

ข้าพเจ้ายืนไว้อาลัยให้กับความรัก

ยืนดูหลุมฝังศพที่ขุดไว้ฝังตนเองพร้อมกับความรักที่เหลือแต่ซาก

ความรักที่พังทะลายไปต่อหน้าต่อตา มลายหายไปจนไม่เหลืออะไร

ทิ้งไว้แต่ซากปรักหักพังแห่งความรัก”

สำหรับข้าพเจ้า ความรักเป็นสิ่งงดงามเสมอ เป็นพลังหล่อเลี้ยง และจรรโลงชีวิต

เพราะรักตนเองเป็น ข้าพเจ้าจึงรักคนอื่นได้

ถึงแม้ ความรักจะมีปลายทางเป็นความเจ็บปวด มีบาดแผลเจ็บลึกทิ้งเอาไว้ เมื่อคราที่ความรักเดินจากไป

แต่ข้าพเจ้าก็ยังเลือกที่จะไม่ปฏิเสธมัน

คาริน ยิบราน เขียนถึงความรักไว้ว่า

“เมื่อความรักร้องเรียกเธอ จงตามมันไป

แม้ว่าทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงไร

และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน

แม้ว่าหนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้น จะเสียดแทงเธอ

และเมื่อมันพูดกับเธอ จงเชื่อตาม

แม้ว่าเสียงของมันจะทำลายฝันของเธอ

ดังลมเหนือพัดกระหน่ำสวนดอกไม้แหลกลาญไปฉะนั้น

เพราะแม้ขณะที่ความรักสวมมงกุฎให้เธอ

มันก็จะตรึงกางเขนเธอ

และขณะเมื่อมันไต่ขึ้นไปสู่ยอดสูง

และลูบไล้กิ่งก้านอันแกว่งไกวในแสงอรุณ

แต่มันก็จะหยั่งลงสู่รากลึก

และเขย่าถอนตรงที่ยึดมั่นอยู่กับดินด้วย

ความรักจะรวบรวมเธอเข้าดังฝักข้าวโพด

มันจะแกะเธอออกจนเปลือยเปล่า

แล้วมันจะบดเธอจนเป็นผงขาว

แล้วก็จะขยำจนอ่อนเปียก

แล้วมันก็จะนำเธอเข้าสู่ไฟอันศักดิ์สิทธิ์ของมัน

เพื่อว่าเธอจะได้กลายเป็นอาหารทิพย์ของพระเป็นเจ้า

ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง

และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง

ความรักไม่ครอบครอง

และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง

เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก”

คราใดที่ความรักแปรเปลี่ยน เคยเกิดคำถามว่า “ทำไม” หรือ “เพราะเหตุใด”

ข้าพเจ้าชื่นชอบบทความ (บางส่วน) จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งจนต้องตัดเก็บไว้ (บทความเก่าร่วม 20 ปี ขออภัยที่จำชื่อผู้เขียนไม่ได้แล้ว) คราใดที่ความรักแปรเปลี่ยน ข้าพเจ้ามักหยิบบทความชิ้นนี้ขึ้นมาอ่านอยู่เสมอ

“ทำไมเราถึงยอมให้ความรักนั้นเปลี่ยน ทำไมไม่รู้สึกต่อกันเหมือนเมื่อครั้งเริ่มต้น

เมื่อความรักมาเยือนครั้งแรก มันได้หอบเอาดอกไม้ ความอ่อนโยน และความดีงามมาให้ด้วย ก่อนที่ต่อมาดอกไม้จะหลุบกลีบลง เพราะความเคยชิน หรือความคุ้นเคย ก่อนที่ความอ่อนโยนจะกลายเป็นกระด้าง เพราะทั้งคู่ไม่ต้องเอาความดีงามเข้าแลกเพื่อสร้างความประทับใจให้กันและกันอีกแล้ว ผมไม่รู้ว่าเพราะคนสองคนรู้จักกันมากเกินไปหรือเปล่า บางทีคู่รักจึงต้องหันหลังให้กัน ตอนนั้นธาตุแท้ของแต่ละคนได้ปรากฏออกมาชัดเจนเกินไปแล้วใช่ไหม ความเกรงใจเปลี่ยนเป็นก้าวร้าว ความเห็นใจเปลี่ยนเป็นเอาแต่ใจ

เมื่อความรักมาเยือนครั้งแรก มันได้หอบเอาคำสัญญาต่างๆ มาด้วย ก่อนที่คนเราจะหลงลืมข้อตกลงอันหวานหอมไปในที่สุด มีบ้างเหมือนกันที่ความรักยั่งยืน และเท่าเดิมตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย แต่ก็น้อยเต็มที คนเราอยู่กันอย่างอดทนในการใช้ชีวิตคู่ ใครทนไม่ได้แล้วก้าวหนีออกไปมักจะถูกมองว่าล้มเหลว ผมว่าเรื่องของคนสองคนเป็นเรื่องของใจสองใจที่ต้องรวมกันให้ได้ แต่ไม่มีถูกไม่มีผิดเมื่อมันเป็นเส้นขนาน และผมเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลในการมา และการไป ไม่มีถูกไม่มีผิดอีกเช่นกันเมื่อจะมองอย่างปัจเจกชน

วันที่คนเศร้าที่สุด เราอาจจะนิ่งมากที่สุด คุณคงอาจเคยมีวันอย่างนี้ให้กับตนเองบ้าง แล้วเราก็นึกว่าวันนั้นเราไม่มีใครเลย ไม่มีโกรธ หรือเกลียด ไม่มีกิเลสตัณหา ชีวิตแบนจนเกือบราบเรียบ แต่อีกเช้าเราก็กลับมายังโลกใบเดิม ตกลงไปยังหลุมพรางของชีวิตที่บังเอิญเราขุดขึ้นเอง หรือบางทีคนอื่นขุดให้เหมือนเดิม และวันที่เศร้าที่สุดของคนเรานั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรักไม่น้อยเลย

มนุษย์จำต้องทนรวดร้าวกับสิ่งที่ตนรัก ทุกข์ทรมานกันไม่รู้แล้ว คบหากัน รักกันแล้วก็จากกัน ต่างร่อนเร่ซมซานไปหาใหม่ เพื่อจะเจ็บปวดรวดร้าวอีกหน จนกว่าถึงวันอันเหน็ดเหนื่อย ระยะทางก็ไม่มาก แต่วกวน ภาระจริงนั้นไม่มี แต่หลงสร้างขึ้นเอง จุดหมายไม่ใช่อยู่ไกล แต่มองผิดไปเอง มองหาตนเองกลับมองไม่เห็นตนเอง มองหาคนอื่นกลับหลงนัก คิดถึงตัวเองเกินไปจนไม่เห็นทุกข์ยาก ง่ายกว่านั้น คือไม่เป็นต้องยึดถืออะไร แต่ที่ยาก คือยึดง่ายแล้ววางยาก ไม่ยึดก็ไม่มีเรื่องราว ง่ายก็ไม่มี ยากก็ไม่มี”

ความรักเป็นเช่นนี้เองหรือ

(ยังมีต่อ)

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.