Archive

Archive for กันยายน, 2009

ทองฮักและสุขสัน

กันยายน 20, 2009 1 comment
ทองฮัก - หนุ่มน้อยแห่งหลวงน้ำทา

ทองฮัก - หนุ่มน้อยแห่งหลวงน้ำทา

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

“มาเที่ยวหรือ” เที่ยงวันหนึ่ง ระหว่างเดินทอดน่องกลางแดดหนาวในตัวเมืองน้ำทา แว่วเสียงๆ หนึ่งถามขึ้น เจ้าของคำถามไม่รอให้ผู้เขียนเอ่ยตอบ แนะนำตัวต่อว่าชื่อ “ทองฮัก

ทองฮักเรียนอยู่โรงเรียนที่เราเพิ่งเดินผ่านมาหมาดๆ กำลังจะเดินกลับบ้านช่วงพักเที่ยง

ทองฮัก หนุ่มน้อยชนเผ่าขมุ (กำมุ) แทนตัวเองว่า “หนู” ช่างพูดช่างคุย ใบหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา เราเป็นฝ่ายฟังหนุ่มน้อยช่างจำนรรจาคนนี้ตลอดทาง ทองฮักเล่าว่า มีญาติอยู่ฝั่งไทย (ภาคเหนือ) ด้วย เคยข้ามโขงไปเยี่ยมญาติ แต่นานมาแล้ว … ถึงทางแยกไปบ้านน้ำดี หนุ่มน้อยโำพสต์ท่าให้ถ่ายรูปก่อนจากกัน

2 มื้อถัดมา รถถีบ (จักรยาน) นำเราไปถึงตาด (น้ำตก) เล็กๆ ที่ซุกตัวในหุบเขาแห่งหนึ่ง เลยบ้านทองดีของหนุ่มน้อยทองฮักพอถีบจักรยานเหนื่อย ตาดแห่งนี้รอต้อนรับเรา – นักท่องเที่ยวเ้พียงคนเดียวที่มาเยือนในบ่ายวันนั้น  นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญหล่อเลี้ยงผู้คนในหมู่บ้านต่างๆ ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ด้านล่างด้วย

เราพบกับ “สุขสัน” หนุ่มน้อยผู้พี่ของทองฮัก หลังจากเดินลงมาจากตาด สุขสันทำท่าเหมือนยืนรอใครสักคน พร้อมส่งยิ้มมาให้เราแต่ไกล (เพราะตรงนั้นไม่มีใครอีกแล้ว)

สุขสัน - หนุ่มผู้พี่แห่งหลวงน้ำทา

สุขสันพูดน้อย (กว่าทองฮัก) ยิ้มเก่ง แต่อารมณ์ดีพอๆ กัน เราเป็นฝ่ายทำลายความเงียบโดยเริ่มทักทายหนุ่มผู้พี่ก่อน สุขสันเป็นขมุ แถมเป็น (ญาติ) ผู้พี่ของทองฮักอีกด้วย มายืน (เตร่) แถวๆ นี้ ระหว่างรอทองฮักขึ้นภูไปตัดฟืน

สุขสันชวนเราไปเที่ยวบ้าน เราถามว่าไม่รอทองฮักหรือ หนุ่มผู้พี่ได้แต่ส่งยิ้มมาแทนคำตอบ (เป็นงั้นไป) สุขสันขี่มอเตอร์ไซด์นำทางจักรยานที่ (เรา) ถีบไปบนทางขรุขระด้วยความทุลักทุเล ถึงบ้านทองดี สุขสันนำชมหมู่บ้าน แถมเปิดบ้านของทองฮัก (ที่ตอนกลางวันไม่มีคนอยู่) ให้เราเบิ่งเป็นตัวอย่างว่าคนขมุกินอยู่หลับนอนอย่างไร …

ในสายลมหนาว ก่อนตะวันจะพลบ เมื่อความเงียบ และความมืดเข้าปกคลุมบ้านน้ำดี เรากล่าวคำขอบคุณ และบอกลาหนุ่มน้อยผู้พี่แห่งหลวงน้ำทา แสงจันทร์นำทางเราจากบ้านน้ำดีกลับเข้าตัวเมืองน้ำทาอีกครั้ง

ภูวิ

กันยายน 19, 2009 1 comment

ภูวิ เพื่อนม้งลาว

อ่าน => Many faces – คือคนในความทรงจำ

“คนไทย ?” ชายหนุ่มในรูปถามขึ้น ขณะมองดูหนังสือเดินทางที่ผู้เขียนเพิ่งรับจากเจ้าหน้าที่ด่าน ตม. เมืองบ่อหาน (磨憨) สิบสองปันนา หลังตรวจประทับตราเสร็จ เพื่อข้ามเขตแดนมายังบ่อเต็น สปป.ลาว หน้าตา และสำเนียงของชายหนุ่มบ่งบอกว่าไม่ใช่คนจีน หรือคนไทย แต่เป็นคนม้ง (แม้ว) ลาว

ชายหนุ่มชื่อ “ภูวิ” เพิ่งกลับจากเที่ยวค้างคืนที่เมืองล่า (勐腊) และกำลังจะกลับบ้านที่หลวงน้ำทา ชายหนุ่มกลัวผู้เขียนไม่เชื่อ เลยงัดบัตรประชาชนยืนยันความเป็นคนลาวให้เห็นชัดๆ เต็มสองลูกกะตา

ข้ามมาฝั่งลาวผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย ผู้เขียนกับภูวิแยกกันไปขึ้นรถโดยสาร ภูวิมากับรถตู้ระหว่างประเทศ (หลวงน้ำทา-เมืองล่า) ส่วนผู้เขียนนั่ง (และนอน) มาราธอนมาบนรถประจำทางระหว่างประเทศ (คุนหมิง-เวียงจันทร์) โดยมีปลายทางที่เมืองหลวง (พระบาง) ก่อนจากกัน ภูวิชวนไปเที่ยวบ้าน ผู้เขียนรับปาก (ถ้ามีโอกาส) จะไปเที่ยวบ้านตามคำชวนของเจ้าของ

2 ปีถัดมา โอกาสนั้นก็มาถึง … ผู้เขียนแวะเวียนไปเที่ยวเมืองเล็กๆ เงียบสงบอย่างหลวงน้ำทาบ่อยครั้ง เพิ่งจะมีครั้งนี้ที่ตั้งใจไป (ใช้ชีวิต) อยู่ที่นั่นนานเกือบครึ่งเดือน นานพอที่จะสังเกตเห็นความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลง และชีวิตผู้คน รวมทั้งได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากที่นั่นด้วย

แดดหนาวลมตกของบ่ายวันหนึ่ง ผู้เขียนเดินไปตามถนนลาดยางมุ่งสู่เมืองสิง ระยะทางไม่ถือว่าไกล เืกือบๆ 3 กิโลจากตัวเมืองน้ำทา มาเยือนครั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า … เดินถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน พลันสายตาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดสีดำ ยืนพิงรถจัก (มอเตอร์ไซด์) อยู่ไกลๆ เค้าหน้าคล้ายภูวิ เดินเข้าไปใกล้จนแน่ใจว่าใช่ เลยส่งยิ้มทักทายเพื่อนเก่าที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง

ภูวิเองก็คงไม่คาดคิดว่า จะได้เจอผู้เขียนอีกครั้ง เรายืนคุยทักทายกันสักครู่หนึ่ง ภูวิจึงชวนไปบ้าน (ที่ภูวิเรียกว่าเล้าไก่) … เจอกันครั้งนี้ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเพื่อนคนนี้ นอกจากหน้าตาที่ดูเหนื่อยล้า และคร่ำเคร่งขึ้น ยังสังเกตเห็นถึงความกังวล และครุ่นคิดแอบซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น

ภูวิพาเดินชมหมู่บ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติๆ กัน เห็นเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นในสนามโรงเรียน เดินลัดเลาะไปอีกสักพักก็ถึงบ้านของภูวิ พ่อแม่ และน้องอยู่กันพร้อมหน้า สภาพบ้านของภูวิ เป็นกระต๊อบเล็กๆ ปลูกติดกับพื้นดิน ฝาบ้านเป็นไม้สาน หลังคามุงด้วยใบหวาย ภายในแบ่งพื้นที่มุมหนึ่งเป็นครัว มีตู้ และฝากั้นแบ่งพื้นที่เป็นห้องนอนของแต่ละคน พื้นที่รอบบ้านปลูกต้นไม้ เล้าไก่ เล้าหมู และเพิงเก็บฟืน กับอุปกรณ์ต่างๆ

ได้พูดคุยกับภูวิครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ภาษาจีนของภูวิดีมากๆ ภูวิเล่าให้ฟ้งว่า ครอบครัวของภูวิเคยอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ชายแดนของสิบสองปันนา ทำให้มีโอกาสเรียนภาษาจีนอยู่ที่นั่นหลายปี หลังสงครามยุติ จึงย้ายกลับมาที่นี่ เลี้ยงชีพด้วยการทำนา และทำสวนยาง

เย็นนั้น ภูวิชวนกินข้าวเย็นที่บ้าน พ่อแม่ และน้องของภูวิอัธยาศัยดีมาก ถึงแม้มื้อค่ำนั้นจะเป็นอาหารธรรมดาๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น รอยยิ้ม และน้ำใจไมตรีของทุกคนที่หยิบยื่นให้

ก่อนจากกัน ภูวิพาไปเที่ยวบ้านญาติ ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซด์มาส่งผู้เขียนที่เฮือนพัก … เรากล่าวคำอำลากัน และหวังว่าวันหนึ่งจะได้พบกันอีก

ถ้ามีเพียง 100 คนบนโลกใบนี้

กันยายน 8, 2009 ใส่ความเห็น

หากเราย่อประชากรโลกจำนวนกว่า 6 พันล้านคนลงเป็นหมู่บ้านที่มีคน 100 คนอาศัยอยู่ มันจะมีหน้าตาดังนี้

57 คน เป็นคนเอเชีย

21 คน เป็นคนยุโรป

14 คน เป็นคนอเมริกันเหนือและใต้

8 คน เป็นคนแอฟริกัน

52 คน เป็นผู้หญิง 48 คน เป็นผู้ชาย

70 คนไม่ใช่คนผิวขาว 30 คน เป็นคนผิวขาว

70 คนไม่ใช่คริสเตียน 30 คน เป็นคริสเตียน

89 คน เป็นผู้นิยมเพศตรงข้าม 11 คน เป็นรักร่วมเพศ

6 คน ถือครองทรัพย์สิน 59% ของทั้งหมู่บ้าน และทั้ง 6 คนนี้เป็นชาวอเมริกัน

80 คน อาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน

70 คนอ่านหนังสือไม่ออก

50 คน ป่วยด้วยโรคขาดอาหาร

1 คน กำลังจะเสียชีวิต และกำลังจะมีเด็กเกิดใหม่อีก 1 คน

1 คน มีการศึกษาถึงระดับมหาวิทยาลัย

1 คน มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่น่าพิจารณา ดังนี้

หากคุณตื่นนอนด้วยสุขภาพที่ดี ที่เป็นปกติในตอนเช้า

คุณโชคดีกว่าคนราว 1 ล้านคนที่จะเสียชีวิตภายในอาทิตย์นี้

หากคุณไม่เคยตกอยู่ในอันตรายของสงคราม ไม่เคยโดดเดี่ยวอยู่ในที่คุมขัง

ไม่เคยเจ็บปวดจากการถูกทรมาน ไม่เคยทนทุกข์เพราะความหิวโหย

คุณอยู่เหนือคนราว 500 ล้านคนในโลกนี้

หากคุณสามารถเข้าร่วมพีธีทางศาสนาโดยไม่ต้องคอยกลัว

คอยกังวลว่าจะถูกจับ ถูกทำร้าย หรือกระทั่งถูกฆ่า

คุณโชคดีกว่าคนอีก 3 พันล้านคน

หากคุณมีอาหารอยู่ในตู้เย็น มีเสื้อผ้าใส่ มีหลังคาคุ้มหัว

คุณสุขสบายกว่าคนอีก 75% ในโลก

หากคุณมีเงินเก็บในธนาคาร มีเงินอยู่ในกระเป๋า มีเศษเหรียญอยู่ในลิ้นชัก

คุณอยู่ในกลุ่มผู้มีอันจะกิน ซึ่งมีเพียง 8% เท่านั้น

คุณซึ่งได้อ่านบทความนี้ โชคดีกว่าคน 2 พันล้านคนที่อ่านหนังสือไม่ออกเลย

(ที่มา : สานแสงอรุณ)

————————————————————————————————–

ข้างบน คืออีเมลที่มีการส่งต่อๆ กัน (เมื่อหลายปีก่อน) มากที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง

เป็นอีเมลที่ (อาจ) ทำให้คนบางคนตระหนักถึงความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลกอีกเป็นจำนวนมาก

และเป็นอีเมลที่ (อาจ) ทำให้คนบางคนเปลี่ยนมุมมองต่อโลก และการดำเนินชีวิต

และเราหวังว่า คุณที่ได้อ่านบทความ (หรืออีเมล) นี้ จะเป็นหนึ่งในคนบางคนนั้น

อิทัปปัจจยตา

กันยายน 1, 2009 ใส่ความเห็น

อิทัปปัจจยตา (ฉบับเข้าใจง่าย)

ตากับยายปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า

หลานไม่เฝ้า กาจึงกินถั่วกินงา

ยายมายายด่า ตามาตาตี

หลานจึงร้องไห้ไปหานายพราน ให้ช่วยยิงกา

นายพรานบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาหนู ให้ช่วยกัดสายธนูนายพราน

หนูบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาแมว ให้ช่วยจับหนู

แมวบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาหมา ให้ช่วยกัดแมว

หมาบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาช้าง ให้ช่วยกระทืบหมา

ช้างบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาแมลงหวี่ ให้ช่วยไปตอมตาช้าง

แมลงหวี่ไปตอมตาช้าง –> ช้างไปกระทืบหมา –> หมาไปกัดแมว –> แมวไปจับหนู –> หนูไปกัดสายธนูนายพราน –>  นายพรานไปยิงกา –> กาไม่มากินถั่วกินงา –> ยายมายายไม่ด่า –> ตามาตาไม่ตี

ที่มา “วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21″ โดยนพ.ประเวศ วะสี

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.