ตุลาคม 26, 2009

เดิน

ข้าพเจ้ารักการเดินเป็นชีวิตจิตใจ ทั้งการเดินเล่น และเดินจริงจัง ซึ่งหมายถึงเดินเป็นเรื่องเป็นราว ด้วยใส่ความตั้งใจลงทุกย่างที่เท้าก้าวเดิน การเดินเหมือนเป็นการผ่อนคลาย เป็นความเพลินเพลิดอย่างหนึ่ง เพราะได้ปลดปล่อยความคิด และพลังภายในตนไปพร้อมกับการเดิน

การเดินทำให้ข้าพเจ้ามีเวลาในการพิศพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่พบระหว่างทาง เพราะความเร็วในการเดินที่ช้ากว่าการขับเคลื่อนของรถยนต์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องรีบดูสิ่งต่างๆ แบบชั่วประเดี๋ยว หรือฉาบฉวย จะหยุดนิ่ง อ้อยอิ่ง ใช้เวลากับสิ่งที่พบเจอนานเท่าไรก็ย่อมได้

ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่า ได้เดินมาเป็นระยะทางมากน้อยเท่าไร การเดินวันละ 3 – 5 กิโลเมตร ถือเป็นเรื่องปกติของข้าพเจ้า แม้แต่การเดินในระยะ 10 หรือ 20 กิโลเมตรต่อครั้งก็เกิดขึ้นบ่อยๆ เคยมีผู้ศึกษาวิจัยว่า ช่วง 2 ปีแรก คนเราจะคลานเป็นระยะทาง 150 กิโลเมตร และเดินอีก 21,951 กิโลเมตร แสดงว่าข้าพเจ้าต้องเดินมากกว่าระยะทางนี้แน่นอน

ข้าพเจ้าชอบเดินสำรวจเส้นทางในสถานที่ เมือง หรือประเทศที่ไม่คุ้นเคย ชื่นชอบความแปลกหูแปลกตาของถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง สิ่งปลูกสร้าง รถรา ป้ายโฆษณา สวนสาธารณะ แม่น้ำ ลำธาร สะพาน ร้านค้า ที่ทำการไปรษณีย์ ประตูบ้าน รั้ว ถังขยะ ตู้โทรศัพท์ ต้นไม้ ใบหญ้า ดอกไม้ ก้อนหิน หมา แมว ฯลฯ โดยเฉพาะผู้คนแปลกหน้ากับสำเนียงภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ

การเดินลัดเลาะเข้าไปตามตรอกเล็ก ซอยน้อย ทางเดินเล็กๆ ที่ดูเงียบเหงา แต่ร่มรื่นด้วยเงาไม้สองข้างทาง ได้เดินสวนกับผู้คนที่เดินผ่านไปมา ทั้งแม่ลูก ลุงป้า หนุ่มสาว คนหาบเร่ ฯลฯ ต่างกำลังเดินไปที่ไหนสักแห่ง

บางครั้ง เดินไปเดินมา อาจเจอกับเจ้าถิ่นสี่ขา ร้องขู่คนแปลกหน้าที่ล่วงล้ำเข้ามาอาณาจักรน้อยๆ ของเขา เจอกับสถานการณ์แบบนี้ ต้องตั้งสติ และเท้าให้มั่น ทำใจดีสู้เสือ (หมา) ใจต้องนิ่ง ส่งยิ้มทักทาย แผ่เมตตาให้เขา วิธีนี้ใช้ได้ผลทุกครั้ง แต่ถ้าเกิดไม่ได้ผล ก็ต้องเปลี่ยนจากเดินเป็นวิ่งให้เร็วกว่าที่เขาจะกวดไล่ทัน

นอกจากการเดินบนพื้นราบ ข้าพเจ้ายังชื่นชอบการเดินอีกหลายประเภท เช่น เดิน (ปีน) ขึ้นภูเขา, เดินบนกำแพง (ตอนเด็กๆ), เดินตามคันนา, เดินบนร่องสวน, เดินจงกรม, เดินทักษิณาวัตรรอบพระอุโบสถ, เดินกลางสายฝนโปรยปราย, เดินในยามแดดร่มลมตก และเดินตามลำพังคนเดียว ฯลฯ

บางครั้ง รีบเดินดุ้ยๆ รวดเดียวจบ เพื่อทำเวลาให้ถึงจุดหมาย

บางครั้ง เดินอ้อยอิ่ง หยุดแวะตามรายทาง เมื่อมีสิ่งที่เรียกความสนใจให้หยุดเดิน

บางครั้ง เดินเรื่อยเปื่อยเฉไฉออกนอกเส้นทางที่ตั้งใจไว้

บางครั้ง เดินวกวน อ้อมไปมา คล้ายๆ หลงทาง

บางครั้ง เดินไปเจอทางตัน จำต้องเดินยูเทิร์นย้อนกลับอย่างเสียไม่ได้

บางครั้ง จุดหมายอาจสำคัญ หรือน่าสนใจน้อยกว่าสิ่งที่พบเจอระหว่างการเดิน

กันยายน 19, 2009

ภูวิ

ภูวิ เพื่อนม้งลาว

“คนไทย ?” ชายหนุ่มในรูปถามขึ้น ขณะมองดูหนังสือเดินทางที่ผู้เขียนเพิ่งรับจากเจ้าหน้าที่ด่าน ตม. เมืองบ่อหาน (磨憨) สิบสองปันนา หลังตรวจประทับตราเสร็จ เพื่อข้ามเขตแดนมายังบ่อเต็น สปป.ลาว หน้าตา และสำเนียงของชายหนุ่มบ่งบอกว่าไม่ใช่คนจีน หรือคนไทย แต่เป็นคนม้ง (แม้ว) ลาว

ชายหนุ่มชื่อ “ກຼວຶ” (ภูวิ) เพิ่งกลับจากเที่ยวค้างคืนที่เมืองล่า (勐腊) และกำลังจะกลับบ้านที่หลวงน้ำทา ชายหนุ่มกลัวผู้เขียนไม่เชื่อ เลยงัดบัตรประชาชนยืนยันความเป็นคนลาวให้เห็นชัดๆ เต็มสองลูกกะตา

ข้ามมาฝั่งลาวผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย ผู้เขียนกับภูวิแยกกันไปขึ้นรถโดยสาร ภูวิมากับรถตู้ระหว่างประเทศ (หลวงน้ำทา-เมืองล่า) ส่วนผู้เขียนนั่ง (และนอน) มาราธอนมาบนรถประจำทางระหว่างประเทศ (คุนหมิง-เวียงจันทร์) โดยมีปลายทางที่เมืองหลวง (พระบาง) ก่อนจากกัน ภูวิชวนไปเที่ยวบ้าน ผู้เขียนรับปาก (ถ้ามีโอกาส) จะไปเที่ยวบ้านตามคำชวนของเจ้าของ

2 ปีถัดมา โอกาสนั้นก็มาถึง … ผู้เขียนแวะเวียนไปเที่ยวเมืองเล็กๆ เงียบสงบอย่างหลวงน้ำทาบ่อยครั้ง เพิ่งจะมีครั้งนี้ที่ตั้งใจไป (ใช้ชีวิต) อยู่ที่นั่นนานเกือบครึ่งเดือน นานพอที่จะสังเกตเห็นความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลง และชีวิตผู้คน รวมทั้งได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากที่นั่นด้วย

แดดหนาวลมตกของบ่ายวันหนึ่ง ผู้เขียนเดินไปตามถนนลาดยางมุ่งสู่เมืองสิง ระยะทางไม่ถือว่าไกล เืกือบๆ 3 กิโลจากตัวเมืองน้ำทา มาเยือนครั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า … เดินถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน พลันสายตาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งสวมชุดสีดำ ยืนพิงรถจัก (มอเตอร์ไซด์) อยู่ไกลๆ เค้าหน้าคล้ายภูวิ เดินเข้าไปใกล้จนแน่ใจว่าใช่ เลยส่งยิ้มทักทายเพื่อนเก่าที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง

ภูวิเองก็คงไม่คาดคิดว่า จะได้เจอผู้เขียนอีกครั้ง เรายืนคุยทักทายกันสักครู่หนึ่ง ภูวิจึงชวนไปบ้าน (ที่ภูวิเรียกว่าเล้าไก่) … เจอกันครั้งนี้ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเพื่อนคนนี้ นอกจากหน้าตาที่ดูเหนื่อยล้า และคร่ำเคร่งขึ้น ยังสังเกตเห็นถึงความกังวล และครุ่นคิดแอบซ่อนอยู่ในแววตาคู่นั้น

ภูวิพาเดินชมหมู่บ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นญาติๆ กัน เห็นเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นในสนามโรงเรียน เดินลัดเลาะไปอีกสักพักก็ถึงบ้านของภูวิ พ่อแม่ และน้องอยู่กันพร้อมหน้า สภาพบ้านของภูวิ เป็นกระต๊อบเล็กๆ ปลูกติดกับพื้นดิน ฝาบ้านเป็นไม้สาน หลังคามุงด้วยใบหวาย ภายในแบ่งพื้นที่มุมหนึ่งเป็นครัว มีตู้ และฝากั้นแบ่งพื้นที่เป็นห้องนอนของแต่ละคน พื้นที่รอบบ้านปลูกต้นไม้ เล้าไก่ เล้าหมู และเพิงเก็บฟืน กับอุปกรณ์ต่างๆ

ได้พูดคุยกับภูวิครั้งนี้ ทำให้รู้ว่า ภาษาจีนของภูวิดีมากๆ ภูวิเล่าให้ฟ้งว่า ครอบครัวของภูวิเคยอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ชายแดนของสิบสองปันนา ทำให้มีโอกาสเรียนภาษาจีนอยู่ที่นั่นหลายปี หลังสงครามยุติ จึงย้ายกลับมาที่นี่ เลี้ยงชีพด้วยการทำนา และทำสวนยาง

เย็นนั้น ภูวิชวนกินข้าวเย็นที่บ้าน พ่อแม่ และน้องของภูวิอัธยาศัยดีมาก ถึงแม้มื้อค่ำนั้นจะเป็นอาหารธรรมดาๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น รอยยิ้ม และน้ำใจไมตรีของทุกคนที่หยิบยื่นให้

ก่อนจากกัน ภูวิพาไปเที่ยวบ้านญาติ ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซด์มาส่งผู้เขียนที่เฮือนพัก … เรากล่าวคำอำลากัน และหวังว่าวันหนึ่งจะได้พบกันอีก

กันยายน 8, 2009

ถ้ามีเพียง 100 คนบนโลกใบนี้

หากเราย่อประชากรโลกจำนวนกว่า 6 พันล้านคนลงเป็นหมู่บ้านที่มีคน 100 คนอาศัยอยู่ มันจะมีหน้าตาดังนี้

57 คน เป็นคนเอเชีย

21 คน เป็นคนยุโรป

14 คน เป็นคนอเมริกันเหนือและใต้

8 คน เป็นคนแอฟริกัน

52 คน เป็นผู้หญิง 48 คน เป็นผู้ชาย

70 คนไม่ใช่คนผิวขาว 30 คน เป็นคนผิวขาว

70 คนไม่ใช่คริสเตียน 30 คน เป็นคริสเตียน

89 คน เป็นผู้นิยมเพศตรงข้าม 11 คน เป็นรักร่วมเพศ

6 คน ถือครองทรัพย์สิน 59% ของทั้งหมู่บ้าน และทั้ง 6 คนนี้เป็นชาวอเมริกัน

80 คน อาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน

70 คนอ่านหนังสือไม่ออก

50 คน ป่วยด้วยโรคขาดอาหาร

1 คน กำลังจะเสียชีวิต และกำลังจะมีเด็กเกิดใหม่อีก 1 คน

1 คน มีการศึกษาถึงระดับมหาวิทยาลัย

1 คน มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่น่าพิจารณา ดังนี้

หากคุณตื่นนอนด้วยสุขภาพที่ดี ที่เป็นปกติในตอนเช้า

คุณโชคดีกว่าคนราว 1 ล้านคนที่จะเสียชีวิตภายในอาทิตย์นี้

หากคุณไม่เคยตกอยู่ในอันตรายของสงคราม ไม่เคยโดดเดี่ยวอยู่ในที่คุมขัง

ไม่เคยเจ็บปวดจากการถูกทรมาน ไม่เคยทนทุกข์เพราะความหิวโหย

คุณอยู่เหนือคนราว 500 ล้านคนในโลกนี้

หากคุณสามารถเข้าร่วมพีธีทางศาสนาโดยไม่ต้องคอยกลัว

คอยกังวลว่าจะถูกจับ ถูกทำร้าย หรือกระทั่งถูกฆ่า

คุณโชคดีกว่าคนอีก 3 พันล้านคน

หากคุณมีอาหารอยู่ในตู้เย็น มีเสื้อผ้าใส่ มีหลังคาคุ้มหัว

คุณสุขสบายกว่าคนอีก 75% ในโลก

หากคุณมีเงินเก็บในธนาคาร มีเงินอยู่ในกระเป๋า มีเศษเหรียญอยู่ในลิ้นชัก

คุณอยู่ในกลุ่มผู้มีอันจะกิน ซึ่งมีเพียง 8% เท่านั้น

คุณซึ่งได้อ่านบทความนี้ โชคดีกว่าคน 2 พันล้านคนที่อ่านหนังสือไม่ออกเลย

(ที่มา : สานแสงอรุณ)

————————————————————————————————–

ข้างบน คืออีเมลที่มีการส่งต่อๆ กัน (เมื่อหลายปีก่อน) มากที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง

เป็นอีเมลที่ (อาจ) ทำให้คนบางคนตระหนักถึงความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลกอีกเป็นจำนวนมาก

และเป็นอีเมลที่ (อาจ) ทำให้คนบางคนเปลี่ยนมุมมองต่อโลก และการดำเนินชีวิต

และเราหวังว่า คุณที่ได้อ่านบทความ (หรืออีเมล) นี้ จะเป็นหนึ่งในคนบางคนนั้น

กันยายน 1, 2009

อิทัปปัจจยตา

อิทัปปัจจยตา (ฉบับเข้าใจง่าย)

ตากับยายปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า

หลานไม่เฝ้า กาจึงกินถั่วกินงา

ยายมายายด่า ตามาตาตี

หลานจึงร้องไห้ไปหานายพราน ให้ช่วยยิงกา

นายพรานบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาหนู ให้ช่วยกัดสายธนูนายพราน

หนูบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาแมว ให้ช่วยจับหนู

แมวบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาหมา ให้ช่วยกัดแมว

หมาบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาช้าง ให้ช่วยกระทืบหมา

ช้างบอกว่า “ธุระอะไรของข้า”

หลานจึงร้องไห้ไปหาแมลงหวี่ ให้ช่วยไปตอมตาช้าง

แมลงหวี่ไปตอมตาช้าง –> ช้างไปกระทืบหมา –> หมาไปกัดแมว –> แมวไปจับหนู –> หนูไปกัดสายธนูนายพราน –>  นายพรานไปยิงกา –> กาไม่มากินถั่วกินงา –> ยายมายายไม่ด่า –> ตามาตาไม่ตี

ที่มา “วิถีมนุษย์ในศตวรรษที่ 21″ โดยนพ.ประเวศ วะสี

สิงหาคม 27, 2009

หลิว กั๋ว เฉิง/เหิรฟ้า

หลิว กั๋ว เฉิง/เหิรฟ้า

หลิว กั๋ว เฉิง” (刘国成) เพื่อนต่างวัยจากมณฑลเจ้อเจียง (浙江) ที่ผู้เขียนมักเรียกว่า “เสี่ยว หลิว” (小刘) หรือ “เหิรฟ้า” มากกว่า เหิรฟ้าเป็นลูกศิษย์ อ. อ้อ (อ.ชุติมา คำบุญชู) อาจารย์สอนภาษาไทยจากราชภัฏลำปาง

ผู้เขียนรู้จักเหิรฟ้าครั้งแรก ตอน (เหิรฟ้า) เป็นนักศึกษา ปี 1 ที่ ม. ครูแห่งมณฑลยูนนาน หรือยูนนาน นอร์มอล ยูนิเวอร์ซิตี้ (云南师范大学) เมืองคุนหมิง เหิรฟ้าเรียนเอกเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (ถ้าจำไม่ผิด) และลงเรียนภาษาไทยกับอ.อ้อ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านภาษา ก่อนจะเดินทางข้ามโขงมาใช้ชีวิต และเรียนต่อปี 3 – 4 ที่ราชภัฎลำปาง

ถึงจะเป็นเพื่อนต่างวัย แต่เราก็คุยกันถูกคอ แถมผู้เขียนยังต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และผู้ปกครองให้กับเพื่อนคนนี้ในบางเรื่อง เราสนิทสนมคุ้นเคยกันจนเหิรฟ้าถือว่าผู้เขียนเป็นคนจีน (华人) เหมือนกัน (ไม่ใช่คนต่างประเทศ (外国人)) คุยกันด้วยภาษาจีนเป็นหลัก เรื่องที่คนจีนคุยกัน เราก็หยิบมาเป็นหัวข้อสนทนาบ่อยๆ รวมถึงประเด็นอ่อนไหว และชวนทะเลาะได้ง่ายๆ เช่น ปัญหาภายในประเทศจีน ปัญหาไต้หวัน ทิเบต การเมือง ศาสนา ฯลฯ เพราะความใจเย็น และใจกว้างของผู้เขียน และเหิรฟ้าที่ต่างรับฟังความเห็นกัน ถึงแม้จะเห็นต่าง แต่ก็ไม่เคยทะเลาะ หรือเหม็นหน้ากัน

หลังเรียนจบ (ปี 2551) เหิรฟ้ากลับไปทำงานที่บ้านเกิด (เจ้อเจียง) ไม่กี่เดือนพอเก็บตังค์ค่าเครื่องบินๆ มาไทย หางานทำ … ปัจจุบัน เหิรฟ้าทำงานกับบริษัทนำเข้า-ส่งออกในกรุงเทพฯ … ชีวิตยังก้าวเดินต่อไป

พฤษภาคม 19, 2009

โมริ

โมริ” หรือ “โมริซากิ โยสุเกะ” (Morisaki Yosuke) หนุ่มหน้ามนชาวญี่ปุ่น เพื่อนเรียนภาษาจีนที่คุนหมิง (แต่ต่างมหาวิทยาลัย) เรารู้จักกันที่ร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง (锅子楼) ระหว่างทานอาหารมื้อเย็นกับจุน (Jun) รูมเมทแชร์บ้านเช่า ตอนปีแรก เทอมหนึ่ง โมริเป็นเพื่อนของเพื่อนของจุน วันนั้น โมรินั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ทานข้าวคนเดียว เราุคุยกันถูกคอ และสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว … หลังจากนั้นไม่นาน โมริก็ชวนเราไปที่บ้านเช่า ทำอาหารเลี้ยงขอบคุณ (ตามประสาคนญี่ปุ่น) ที่เราช่วยจ่ายค่าอาหารมื้อเย็นวันนั้น …

โมริซากิ โยสุเกะ

ตลอดเวลาที่เราใช้ชีวิตอยู่ในคุนหมิง เรากับโมริเจอกันเป็นพักๆ ส่วนใหญ่จะเจอกันโดยบังเอิญที่ร้านอาหารไทย ข้างมหาวิทยาลัย เจอกันก็กินข้าวกัน เดินเล่นด้วยกัน นอกนั้นก็โทรศัพท์คุยกัน

หลังจากอยู่คุนหมิงได้ 2 ปี โมริก็ย้ายไปหางานทำที่กว่างโจว (กวางตุ้ง) ส่วนเราก็ยังใช้ชีวิตนักเรียน ก้มหน้าก้มตาเรียนหนังสือต่อไป โมริส่งข่าวมาให้ทราบเป็นระยะๆ ว่า ตอนนี้กำลังหางานทำ จนในที่สุดได้งานทำในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง … โมริมักส่งข่าวผ่านอีเมล (บางครั้งก็แชทผ่านเอ็ม) หรือโทรมาระหว่างนั่งรถเมล์กลับที่พัก เล่าสภาพการทำงาน และเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ ให้ฟังเป็นระยะๆ

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ปุ๊บป๊บ เราก็เรียนจบ และกลับมาเมืองไทย โมริยังคงอยู่ที่กว่างโจว แต่เปลี่ยนไปทำงานที่บริษัท (หรือโรงงาน) อีกแห่งหนึ่งที่ซ่านโถว (ซัวเถา) และยังส่งอีเมล พร้อมรูปถ่ายที่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ มาให้ดูบ่อยๆ … จนเมื่อปีที่แล้ว โมริเมลมาบอกว่า กำลังจะกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด ปลายปีนี้ (2551)

ปัจจุบัน เรายังคงติดต่อกันทางอีเมลอยู่เสมอ โมริมักจะถามว่า ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ การงาน และการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง ล่าสุด (หลายเดือนมาแล้ว) เพิ่งส่งรูปที่ไปเที่ยวมาให้ดูเช่นเคย

ขอบคุณวันเวลาที่ทำให้เราได้รู้จักกัน

พฤษภาคม 11, 2009

ดาหลา/เหอ เหม่ย หลิง

เราเจอกันครั้งแรก ต้นปี 2546 ในห้องเรียนภาษาจีนกลาง (ชั้นต้น) ม.ยูนนาน (云南大学) คุนหมิง (昆明)

ดาหลา/เหอ เหม่ย หลิง

ดาหลา”  หรือชื่อจีนว่า  “เหอ เหม่ย หลิง” (和美菱) สาวน้อย (ณ ตอนนั้น อิอิอิ ตอนนี้กลายเป็นสาวเต็มพิกัดแล้ว) หุ่นเถ้าแก่เนี้ย ห้าวหาญ ติดดิน แต่รักสวยรักงาม พร้อมลุยทุกที่ และทุกสถานการณ์  ตรงไปตรงมา แมนเกินร้อย (กว่าผู้ชายบางคน) ไม่เอาเปรียบใคร และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้เรายังคบหากันอยู่ถึงทุกวันนี้ แถมดีกรีความสนิทสนมยังวิ่งตามวันเวลา (และอายุ) ด้วย

ตลอด 3 ปีกว่าๆ ที่เราเรียน กิน เที่ยว ไปไหนมาไหนด้วยกันในคุนหมิง และที่อื่นๆ นั่งรถ ลงเรือ ขึ้นเหนือล่องใต้ (ยังขาดแต่บุกน้ำลุยไฟ) นอนร่วมห้องในบางครั้ง (แต่ยังไม่เคยนอนร่วมเตียง 555)  ทำกิจกรรมด้วยกันบ่อยๆ โดยเฉพาะการผจญภัย+ท่องเที่ยว เพื่อค้นหาความฝัน และเส้นขอบฟ้าตามที่ต่างๆ ในเมืองจีนด้วยกัน

เรามีฟิลลิ่ง และความฝันร่วมกันบ่อยๆ … ตั้งใจจะตะลอนเที่ยวไปตามที่ต่างๆ ในเมืองจีนด้วยกัน ทุกครั้งที่เราเตรียมแท็กทีม แบกเป้ขึ้นหลัง เราต่างฝันถึงการเดินทางที่กำลังจะเกิดขึ้น ฝันถึงจุดหมายที่เราจะไปให้ถึง ฝันถึงผู้คนแปลกหน้า บรรยากาศต่างเมือง  ฯลฯ เราสนุกกับความฝัน และพร้อมจะเดินเข้าใกล้ความฝันของเรา และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เราไปที่ไหนๆ เราไม่เคยคิดทิ้งกัน

เราตามหาความฝันที่รออยู่ข้างหน้า ตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ตามลมหายใจที่เปรียบดั่งเข็มทิศนำทางเราไปสู่จุดหมาย … ความสุขครั้งใหม่กำลังโบกมือต้อนรับเราอยู่ ทั้งในระหว่างทาง และที่ปลายทางแห่งฝัน

ในการเดินทางแต่ละครั้ง คนหนึ่งจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายบุ๋น คอยวางแผนเตรียมการเดินทาง อ่านหนังสือ หาข้อมูล เตรียมของใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ ในขณะที่อีกหนึ่งจะเป็นฝ่ายบู๊ เตรียมพร้อมลุยไปทุกที่ เมื่อสองเท้า และหัวใจของเราพร้อมออกเดินทาง

เรายังจำได้ดีถึงภาพเหตุการณ์ร่วมผจญภัยครั้งแรก กับทริปตกเครื่องบินจากคุนหมิงไปจิ่งหง (景洪) หรือเชียงรุ่ง สิบสองปันนา (西双版纳) เพื่อนั่งเรือบรรทุกสินค้าล่องลำน้ำหลานชาง (澜沧江) หรือแม่น้ำโขง (湄公河) จากท่าเรือกวนเล่ย (关累) มาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย ด้วยความชะล่าใจ และลืมเผื่อเวลารถติด ทำให้ไปไม่ทันเที่ยวบิน แต่ (อีกแล้ว) เที่ยวบินถัดไปยังอ้าแขนรอเราอยู่ แต่ก็ยังไม่วายเป๋อเปิ่นเดินเล่น ดูนั่นดูนี่ ชมนกชมไม้ในสนามบิน นั่งคุยไปกินขนมไป เพลิดเพลินใจสุดๆ จนลืมเวลา ลืมฟังเสียงประกาศเรียกผู้โดยสาร 2 คนสุดท้ายให้มาขึ้นเครื่องเดี๋ยวนี้ แหะๆๆ … เกือบทำสถิติตกเครื่อง 2 เที่ยวซ้อน

เช้าวันรุ่งขึ้น เราเช่าจักรยานขี่รอบเมืองจิ่งหง ก่อนจะงีบเอาแรงในตอนบ่าย ตื่นมาตอนเย็น จะปั่นจักรยานคืนเจ้าของ แต่ดันหากุญแจล็อกรถคันหนึ่งไม่เจอ (หาเท่าไรก็หาไม่เจอ) ทั้งที่วางทิ้งไว้ข้างหัวเตียงแท้ๆ สุดท้ายต้องแบกจักรยานยัดท้ายรถแท็กซี่นั่งไปคืนเจ้าของ เป๋อกว่านี้ ได้อีกนะเนี่ย 555 และรวมถึงภาพเหตุการณ์ที่เรานอนคุดคู้ในเคบินแคบๆ บนเรือขนสินค้ากลางดึกอันเงียบสงัดบนลำน้ำโขง เมื่อเรือต้องจอดค้างคืนรอเวลาเช้าจึงจะออกเดินทางต่อ

เรามีฝันว่า จะไปตะลอน และตะลุยซินเจียง (新疆) “เส้นทางสายไหม” (丝绸之路) ทั้งสายเหนือ และสายใต้ ไปให้สุดฝัน ตรงพรมแดนด้านตะวันตกของประเทศจีน … ไปนั่งทอดหุ่ยดูเทือกเขาอัลไตในเต็มสองลูกกระตาที่ “ทะเลสาบคานาส” (喀纳斯) กางเต้นท์นอนฟังเสียงสายน้ำสัก 2-3 คืน จากนั้น ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ร่ำลือว่างดงามยิ่งนักที่  “เหอมู่ชุน” (禾木村)

เราฝันว่า จะไปเดินนับขั้นบันไดของ “พระราชวังโปตาลา” (布达拉宫) นครหลวงลาซ่า (拉萨) ทิเบตอีกสักครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง นั่งดูพุทธศาสนิกชาวทิเบต เดินทักษิณาวัตร และหมุนวงล้อภาวนารอบพระราชวัง พอถึงเวลาเย็นก็ตามชาวทิเบตเข้าไปกราบ “พระศากยมุนี” พระประธานในวัดโจคัง ก่อนจะออกมาเดินทักษิณาวัตรรอบวันให้ครบ 3 รอบ พร้อมหมุนวงล้อภาวนา และสวด “โอม เม เน เป เม เซ หุม” ไปด้วย

เราฝันว่า จะไปเดินเท้าที่โตรกเสือกระโจน (虎跳峡) ให้ครบตลอดระยะทางทั้ง 3 ช่วงของหุบเหวระบือนาม และยิ่งใหญ่แห่งนี้ หรืออาจจะเดินเลยไปถึงเทือกเขาฮาปา (哈巴雪山) ด้วยนะ (อันนี้ ฝันล่วงหน้า อิอิอิ)

เราฝันว่า จะไปนอนดูภูเขาเหมยลี่ (梅里雪山) ในคืนพระจันทร์เต็มดวงของปลายฤดูใบไม้ร่วงที่เต๋อชิน (德勤) ก้มกราบภูเขาแห่งความศรัทธา และศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต จากนั้นเราจะไปนอนหนาวที่เต้าเฉิง (稻城) และย่าติง (亚丁) เพื่อพิสูจน์ความหนาว ความสูง และความอึดกันหน่อย

เรายังมีฝันที่จะเดินทางร่วมกันอีกหลายเส้นทาง …

ทุกวันนี้ เถ้าแก่เนี้ยดาหลาทำธุรกิจท่องเที่ยวประเทศจีนที่กำลังไปได้สวย และดีวันดีคืน

เมษายน 21, 2009

Many faces – คือคนในความทรงจำ

บันทึกเรื่องเล่าชุดใหม่ที่กำลังจะทยอยโพสต์บนบล็อก หลังจากห่างหายจากการเขียนบล็อกไปร่วมเดือน ทั้งเพราะความไม่ขยัน (ก็ขี้เกียจนั่นแหละ) และภาระกิจส่วนตัว บันทึกเรื่องเล่าตอนใหม่ มีชื่อว่า “Many faces – คือคนในความทรงจำ” …

………………………………………………………….

ตลอดห้วงเวลา 6 – 7 ปีที่ผ่านมาของชีวิต และการเดินทาง ได้รู้จักผู้คน และเพื่อนใหม่ที่ร่วมเส้นทาง ใช้ชีวิต เรียนรู้ แบ่งปัน ผูกพัน รักใคร่ … แม้เพียงช่วงสั้นๆ ชั่วขณะหนึ่งของชีวิต

บ้างเข้ามา ผ่านพบ แล้วลาจากกันไป  และยังไม่รู้ว่าจะได้เจอะเจอกันอีกไหม

บ้างยังคบหา สนิทสนม คุ้นเคยกว่าวันเก่าก่อน

บ้างเหลือไว้แค่ความทรงจำในลิ้นชักของกาลเวลา

บ้างจากลา เพื่อให้เวลานำเรามาพบกันใหม่

ใบหน้าเหล่านี้ (Many faces) คือผู้คนในความทรงจำ คือของขวัญแห่งกาลเวลา และการเดินทาง

ตอนแทนนักเดินทางให้ประัทับใจไม่รู้เลือน

…………………………………………………………….

ขอบคุณการเดินทาง เวลา และทุกใบหน้าที่ทำให้เราได้พบ และรู้จักกัน

อ่าน => ดาหลา/เหอ เหม่ย หลิง , โมริ , หลิว กั๋ว เฉิง/เหิรฟ้า , ภูวิ


กุมภาพันธ์ 1, 2009

บางสิ่ง

วันว่างวันหนึ่ง นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย …

นึกถึงเหตุการณ์ … ผู้คน … และบางสิ่งที่ผ่านเข้ามา และผ่านไปในชีวิต

นึกถึงข้อความที่เคยอ่านเจอในโฆษณา (เมื่อ 20 ปีที่แล้ว)

บางส่วนของข้อความ คล้ายๆ ประมาณนี้ …

วันหนึ่ง ถ้าเรามีเวลาว่าง

เรามักจะคิดถึง ‘บางสิ่ง’ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

‘บางสิ่ง’ ที่เรามีสิทธิ์เป็นเจ้าของ

แต่เพราะเราไม่กล้าตัดสินใจ หรือตัดสินใจช้าเกินไป

‘บางสิ่ง’ จึงได้หลุดลอยไปกลายเป็นอดีต ที่เราทำได้เพียงนึกถึง …

เคยรู้สึกชอบข้อความนี้ เมื่ออ่านครั้งแรก (ก็เกือบ 20 ปีที่แล้ว)

ถึงวันนี้ … ในบางเวลา ก็เคยรู้สึกแบบนี้ … เป็นความรู้สึกที่ไม่ห่างหายไปไหน

มกราคม 21, 2009

เดินเล่นย่านเกาะรัตนโกสินทร์

เมื่อวาน (20 ม.ค. 51) พาเพื่อนต่างชาติ ชาวจีนมุสลิม (ชนชาติหุย – 回族) เที่ยวชม และเดินเล่นย่านเกาะรัตนโกสินทร์ เที่ยววัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) มิวเซียมสยาม (อีกสักครั้ง – ช่วงนี้ไปมิวเซียมบ่อย) และวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง)

ให้ภาพเล่าเรื่อง (ไปก่อน) กำลังทำเวลา เดี๋ยวไม่ทันขบวนรถไฟล่องใต้ แล้วจะกลับมาเล่าเรื่อง (ด้วยตัวอักษร) อีกครั้งหนึ่ง

พระน�น วัดโพธิ์

พระนอน วัดโพธิ์

ศรัทธา

ศรัทธา

ดูภาพเพิ่มเติม => AnOtheR GunThaSiTH’s WeB